ต่อสู้อย่างไรในสงครามสรรหาคนเก่ง เพื่อให้ได้ผู้สมัครงานที่ตรงความต้องการขององค์กร

การสรรหาผู้สมัครงานที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ว่างให้ได้รวดเร็วที่สุด เพื่อลดค่าใช้จ่ายและให้ทันต่อการใช้งานเป็นความท้าทายขององค์กรเป็นอย่างมากยิ่งในสถานการณ์ที่องค์กรต่างก็แข่งขันสรรหาผู้สมัครงานที่เป็นคนเก่งมาร่วมงาน แบบนี้แล้วองค์กรจะรับมืออย่างไร

การสร้างแรงดึงดูดให้คนเก่งวิ่งเข้ามาหาองค์กรเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรยุคใหม่ควรนำไปพิจารณาวิธีการแบบนี้คล้ายกับการทำมาร์เก็ตติ้ง ตำแหน่งงานว่างคือสินค้า ผู้สมัครงานคือลูกค้า หากคุณรู้ว่าองค์กรต้องการคนแบบไหนละคุณสามารถที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้โดยนำเสนอภาพลักษณ์องค์การ   แผนการดูแลและพัฒนาบุคลากร  และสื่อสารข้อมูลเหล่านี้ไปยังผู้สมัครงาน

ประกาศรับสมัครงาน

สร้างแรงจูงใจจากค่าตอบแทนและสวัสดิการ

กำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สูสีกับบริษัทอื่น ๆ ในแวดวงเดียวกัน โอกาสที่ผู้สมัครคุณสมบัติดี ๆ จะสนใจก็ย่อมมีมากขึ้น ในส่วนนี้ต้องศึกษาให้ดีว่าองค์กรของคุณมีความสามารถจ่ายได้เพียงใดแต่ถ้าจ่ายได้ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป ตำแหน่งงานของบริษัทก็อาจจะถูกมองข้ามไปเลยก็ได้

ลงประกาศตรงกลุ่มเป้าหมาย

ประกาศรับสมัครที่สื่อสารออกไปยังหางาน ต้องทำผ่านสื่อที่เข้าถึงได้ง่าย เช่นการประกาศสมัครงานผ่านทางออนไลน์ โดยต้องดูผ่านสมาร์ทโฟนได้ ใช้ Social network ให้เป็นประโยชน์ข้อมูลลงประกาศต้องชัดเจน ครบถ้วน และถูกต้องทั้งบ่งบอก เนื้องานและผลตอบแทน ทำรูปแบบของประกาศรับสมัครงานให้น่าสนใจ ออกแบบให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ระบุข้อความที่เชิญชวนและทำให้รู้ว่าคุณกำลังสรรหาคนที่จะมาร่วมสร้างสรรค์องค์กร

หากบริษัทของคุณมี Facebook page รวมทั้ง Social network อื่น ๆ ก็จงใช้เป็นช่องทางในการประกาศรับสมัครงานและสื่อสารภาพลักษณ์ขององค์กร วิธีการนี้สามารถทำได้โดยให้พนักงานขององค์กรสื่อสารข้อดีขององค์กรออกไปอย่างไม่เป็นทางการ

เข้าร่วมโครงการคัดสรรบุคลากรกับหน่วงงานต่างๆ

การเข้าไปสรรหาผู้สมัครและคนที่เหมาะกับการมาร่วมงานกับองค์กรจากสถาบันการศึกษาโดยตรง เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่คุณสามารถจองตัวคนเก่งได้ โดยสามารถทำได้ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษา  การจัดมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษา ยังช่วยในเรื่องภาพลักษณ์องค์กรอีกด้วย

คัดสรรจากบุคลากรที่พัฒนาได้

มองหาพนักงานใหม่จากกลุ่มเด็กฝึกงานที่มีแวว  เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวนักศึกษาและองค์กรที่สามารถประเมินผลงานการทำงานจริงๆ การยื่นข้อเสนอการจ้างงานต่อกับเด็กกลุ่มนี้ทำให้ลดขั้นตอนการคัดเลือกลงไปไก้มาก

อีกหนึ่งทางเลือกในการหาคนเก่งมาทำงานให้ทันเวลา และมั่นใจได้ว่าจะเป็นคนที่มี DNA เดียวกับองค์กรคือ การใช้บริการมืออาชีพจะช่วยลดความยุ่งยาก และองค์กรสามารถคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นที่ผ่านเกณฑ์ได้ง่ายขึ้น

สมัยนอกจากคุณวิ่งเข้าหางาน องค์กรเองก็ต้องวิ่งหาคนเก่งเพื่อจีบให้มาทำงานด้วย การที่องค์การทำตัวให้เนื้อหอมก็ยิ่งจะทำให้เจอเนื้อคู่ที่จะมาร่วมงานที่เหมาะสมมากขึ้น ดังนั้นองค์กรต้องใส่ใจในรายละเอียดของข้อมูลที่ให้และรูปแบบที่ใช้ในกระบวนการสรรหาผู้สมัครงานให้มาก และต้องตอบโจทย์โลกของการแข่งขันในสงครามสรรหาคนเก่งในยุคปัจจุบัน

Please follow and like us:

เด็กจบใหม่เตรียมตัวให้ดี ถ้ามีสมรรถนะและทักษะแบบนี้ สมัครงานที่ไหนก็ผ่านฉะลุย

หากเราถามไปยังองค์กรถึงพฤติกรรมการสมัครงานของเด็กจบใหม่มักพบว่า เด็กจบใหม่ที่มาสมัครงานนั้น การเรียกเงินเดือนสูงเกินไป  เลือกงาน  เลือกองค์กร และการขาดทัศนคติเชิงบวก  ใครเข้าข่ายแบบนี้ก็มักได้ตำแหน่งผู้ว่างงานมาครอง การทำตัวให้เป็นผู้ถูกเลือก

โดยพัฒนามีสมรรถนะและทักษะให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานจึงเป็นสิ่งที่เด็กจบใหม่ที่กำลังจะไปสมัครงานต้องทำให้ได้

การสัมภาษณ์งาน

การเรียนรู้พัฒนาตนเอง

HR หลายองค์กรมองหา คุณลักษณะ (Competencies) มองหาสิ่งเหล่านี้ในตัวผู้สมัครงานที่เป็นเด็กจบใหม่ โดยให้ความสำคัญความสามารถในการเปิดรับความรู้ใหม่และพัฒนาตนเองได้ การเป็น”น้ำครึ่งแก้ว” เป็นสิ่งที่องค์กรต้องการมากกว่าการทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว

การทำงานร่วมกับผู้อื่น

ต่อมาคือคุณลักษณะของการทำงานเป็นทีมหรือร่วมมือกับผู้อื่นเป็นคุณลักษณะที่สำคัญ  การทำงานเป็นทีมนั้นนอกจากการรับฟังคำสั่งแล้วยังต้องมีการระดมสมองคิดสิ่งใหม่ๆและแก้ปัญหาร่วมกันร่วมกันในทีม  การทำงานเป็นทีมต้องมีความเคารพซึ่งกันและกัน มีมารยาทและเชื่อใจกันอีกด้วย

นอกจากนี้ HR ยังมองหาความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ในโลกที่เทคโนโลยีล้ำสมัยสนองตอบต่อการเรียนรู้มากมาย หากเด็กจบใหม่หยุดตัวเองไว้ที่การเรียนรู้แบบเดิมๆก็คงไม่ดีแน่  ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ก้าวเข้ามาในชีวิตของผู้คนและมีผลต่อการทำงานและสร้างการความสามารถให้องค์กร หากเด็กจบใหม่ไม่สนใจที่จะเรียนรู้ก็คงไม่ดีแน่

team work

ในส่วนของทักษะต่าง ๆที่ องค์กรต้องการให้เด็กจบใหม่มีและมีพน้อมสำหรับนำมาใช้สนับสนุนการทำงานได้แก่   ทักษะด้านการสื่อสาร (เป็นสิ่งสำคัญอย่างงยิ่งในทุกยุคทุกสมัย การสื่อสารเป็นตัวเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน เพื่อให้ทุกคนให้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน หากขาดทักษะด้านการสื่อสารแล้วก็จะทำให้งานเกิดประสิทธิผลช้า เกิดการสับสนในการทำงาน

ทักษะด้านภาษา

แน่นอนว่าคือภาษาอังกฤษ และยังรวมไปถึง ภาษาที่ 3 อย่าง ภาษาจีนหรือ ภาษาญี่ปุ่น ฯ และยิ่งหากเป็นบริษัทที่ต้องร่วมงานกับชาวต่างชาติ ยิ่งมีความสำคัญมาก

ทักษะเฉพาะทาง

ทักษะเฉพาะตามสายอาชีพ เช่น มีความเป็นครูที่มีความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียน  เป็นวิศวกรที่ใช้เครื่องมือต่างๆได้ดี     เป็นนักบัญชีที่สามารถจัดการบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เด็กจบใหม่ส่วนใหญ่ อาจขาดประสบการณ์การทำงาน แต่คุณลักษณะ และทักษะต่าง ๆ ที่ที่กล่าวมานี้สามารถที่จะฝึกฝนตนเองได้ตั้งแต่ยังไม่จบการศึกษา ดังนั้นอย่างรอช้าเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน พัฒนาตัวเองให้โดดเด่นเพื่อเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพเข้าตาองค์กร

Please follow and like us: