อยากผ่านโปร ไม่ยาก ทำตามเคล็ด(ไม่)ลับ รับรองผ่านฉลุย

ก่อนอื่นก็ต้องแสดงความยินดีกับผู้สมัครงาน ที่สามารถหางานได้ และก็เข้าไปสู่การทำงานในองค์การ ซึ่งก็ต้องอยู่ในช่วงโปร  หรือ  ที่เรียกเต็มๆว่า  probationary period  ในช่วงนี้นี่เองที่จะเป็นการชี้ชะตาว่าคุณจะได้ไปต่อหรือไม่ หรือต้องออกมาหางานใหม่อีกรอบ

บางคนก็คิดว่าช่วงโปร นี้บริษัทไม่ใส่ใจอะไรยังไงก็ต้องจ้างคุณต่อ กลับไปคิดใหม่ได้เลยเพราะนี่ไม่ใช่โลกของการเรียนที่มีอาจารย์คอยช่วย  แต่นี่คือโลกจริงของการทำงานหาดคุณทำงานไม่ดีไม่มีบริษัทไหนที่จะใช้เงินจ้างคุณต่อแน่ๆ   รู้แบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าต้องกลัวจนไม่เป็นอันทำอะไร ที่บอกไว้เพื่อให้คุณได้มีแรงจูงใจในการทำงานที่ดี  และเรายังเอา เคล็ด(ไม่)ลับ เพื่อให้สามารถผ่านโปร มาบอกกันด้วย

  1. ทำเต็มที่ อย่าคิดว่าเล่นๆ ต้องทำงานจริง ๆ อย่างที่บอกไปแล้วนี้คือสนามจริง ทำให้เพื่อนร่วมงานมองว่าคุณเป็นคนจริงจังกับการทำงาน ไม่ทำงานให้ส่งผลกระทบต่อองค์กร คุณควรแสดงให้นายจ้างเห็นถึงความกระตือรือร้นและแรงจูงใจในการทำงาน
  2. มาทำงานตรงเวลา มาถึงที่ประชุมก่อนการประชุมจะเริ่ม และทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จตามกำหนด รวมไปถึงแต่งกายมาทำงานให้สุภาพเหมาะสมถูกกาลเทศะอีกด้วย
  3. นอกจากนี้คุณควร “เข้าเมืองตาหลิ่ว ให้หลิ่วตาตาม” สังเกตว่าพนักงานคนอื่น ๆ มีพฤติกรรมต่อกันอย่างไร และพยายามปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรให้ได้ รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้อาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่ถ้าคุณทำได้ จะช่วยให้กลมกลืนกับองค์การ
  4. ทำเต็มร้อยหรือมากกว่าร้อยทำงานให้สำเร็จโดยไม่บ่น เมื่อทำเสร็จแล้ว ของานเพิ่มโดยที่นายจ้างไม่ต้องร้องขอ และทำทุกงานอย่างเต็มที่ให้ได้คุณภาพที่ดี ฟังขั้นตอนการทำงานอย่างตั้งใจและอย่ากลัวที่จะถามหากมีข้อสงสัย
  5. แสดงให้หัวหน้าเห็นว่าคุณใส่ใจในทุกรายละเอียดโดยการทำตามขั้นตอนอย่างครบถ้วนและคำนึงถึงคุณภาพของผลงาน จงทำมันออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
  6. ใส่ใจและรับฟังในความคิดเห็นของหัวหน้าที่มีต่อการทำงานของคุณ การถามหัวหน้าว่า มีอะไรที่ยังต้องปรับปรุงหรือไม่ มันสะท้อนให้เห็นว่าคุณมีความใส่ใจและกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
  7. ไม่เล่นโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ระหว่างทำงาน
  8. พูดคำขอบคุณให้ติดปาก  ทำให้พวกเพื่อนร่วมงานรู้ว่าคุณซาบซึ้งเพียงใดกับโอกาสที่คุณได้เรียนรู้และประสบการณ์อันมีค่าที่ได้ทำงานร่วมกับพวกเขา

เห็นไหมไม่มีอะไรยาก เพราทุกอย่างนั้นหากตั้งอยู่บนความตั้งใจในการทำงานก็จะสามารถทำให้คุณมีผลงานที่ดีและผ่านการทดลองงานได้ไม่ยาก

 

นักศึกษาจบใหม่กับการวางแผนชีวิตการทำงาน

เมื่อจบการศึกษา จุดมุ่งหมายแรกของหลายคนก็คือการเข้าสู่ชีวิตการทำงาน เหมือนเป็นสิ่งที่ทำตามกันมาและถูกบอกว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ และมีบางคนที่เลือกจะเรียนต่อแต่ถ้าเทียบแล้วก็ค่อนข้างน้อย หลายคนต้องรีบสมัครงานเพื่อลดภาระของทางบ้าน  บางคนโชคดีกว่านั้นที่มีบริษัทจองตัวให้ทำงาน อาจจะเพราะมี  อานิสงส์จากการฝึกงาน หรือ มีผลงานน่าสนใจตั้งแต่ตอนเรียน หรืออาจจะมีรุ่นพี่เห็นแววดึงไปช่วยงาน เราจะเห็นว่าเส้นทางในการเข้าสู่โลกของการทำงานของแต่ละคนจะต่างกันออกไป

แม้มันดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ที่เมื่อเรียนจบ ก็เข้าสู่ การหางาน และ การสมัครงาน แต่ในความเป็นจริงหาพิจารณาดีๆเรื่องของการทำงานควรที่จะได้ผ่านการพิจารณาให้ดี การวางแผนชีวิตการทำงาน เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เรื่องนี้ควรถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เป็นการเตรียมความพร้อมให้ว่าที่บัณฑิตก่อนออกมาสู่โลกการทำงาน เพราะถ้ามีการให้ความรู้กันอย่างจริงจังเราจะได้บัณฑิตที่มีคุณภาพพร้อมสู่ตลาดแรงงาน ไม่เพียงแต่มีบัณฑิตป้ายแดงที่เฮโลไปสมัครงานตามๆกันไป

บางมหาวิทยาลัยอาจมีการเตรียมการในเรื่องนี้โดยจัดระบบแนะแนวกันจริงจัง แต่ถ้าหากใครไม่ได้ผ่านการแนะนำมาละก็เราอยากฝากแนวคิดในเรื่องการวางแผนชีวิตการทำงานไว้สักนิด น่าจะช่วยให้การเริ่มต้นชีวิตในโลกการทำงานของเด็กจบใหม่หลายๆคนมีความสดใสมากขึ้น

อย่าลืมที่จะ ทำความรู้จักตัวเอง ด้วยการตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า ทักษะที่โดดเด่นและจุดด้อยของคุณคืออะไร คุณชอบทำ  สนใจอะไรเป็นพิเศษ สิ่งเหล่านี้จะเชื่อมโยงไปที่การเลือกสมัครงานของคุณ บางคนไม่ชอบการทำงานที่ต้องเจอคนเยอะๆ แต่ดันไปสมัครงานตำแหน่งธุรการประสานงาน บางคนชอบการเจอผู้คน มีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่ไปสมัครงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์ที่ต้องจมกับข้อมูล แบบนี้ก็อาจไม่ค่อยถูกที่ถูกทาง

การวางเป้าหมายให้ชัดเจนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อย่างเฉพาะเจาะจง และเป็นไปได้จริงจะทำให้คุณมองเห็นเส้นทางเดินในชีวิตที่ชัดเจนขึ้น  เมื่อรู้เป้าหมายแล้วก็ประเมินศักยภาพของตัวเอง แล้วดูว่ามีอะไรที่ต้องปรับปรุง หรือเรียนรู้เพิ่มเติมบ้าง จากนั้นวางแผนเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้  อย่าลืมที่จะตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด  เช่น ถ้ารู้ว่าจะทำงาน 2 ปี ในสาขาที่จบมา เก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศเรียนภาษาและเปิดประสบการณ์ให้ตัวเอง 1 ปี จากนั้นกลับมาจะมาสมัครงานในสิ่งที่ค้นพบว่าชอบ แบบนี้ก็ดูทำให้ชีวิตการทำงานมีสีสันไม่น้อย

และหากคำตอบ สำหรับการวางแผนชีวิตชัดเจนว่าจะหางานทำทันทีที่เรียนจบ ก็จงหางานที่ใช่  หลังจากรู้ศักยภาพและความต้องการของตัวเราเองแล้ว จงพิจารณางานที่เหมาะกับคุณ และเป็นงานที่สามารถเสริมให้คุณสามารถพัฒนาตนเองได้ หากได้งานที่มีเงินเดือนเพียงพอต่อการดูแลตัวเองไม่เดือดร้อนครอบครัวจะดีมาก

 

 

 

มาดูอีกชุดคำถาม เพื่อการเตรียมพร้อมสู่การสัมภาษณ์งานให้ได้งาน

การเตรียมความพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก นอกจากเรื่องบุคลิกภาพ การแต่งกายที่ การเตรียมพร้อมสำหรับคำถาม รวมถึงข้อมูลบริษัทก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน  ผู้สมัครงานสามารถเตรียมตัวสำหรับแนวคำถามต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับตัวเองได้  วันนี้เรานำอีกชุดคำถามที่พบเจอได้บ่อยครั้งในการสัมภาษณ์มาบอกให้รู้เพื่อที่ผู้สมัครงานจะได้เตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งานที่หวังผลได้

 

  1. ท่าที่สบายๆของกรรมการ และการให้คุณ “เล่าเรื่องของคุณให้เขาฟังหน่อย”

เรื่องของคุณ  คำนี้จำไว้ว่าไม่ใช่  การเล่าเรื่องส่วนตัว เช่น คุณเป็นคนอย่างไร ชอบอะไรหรือมีงานอดิเรกอะไร ควรเน้นเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของคุณ เรียนจบอะไรมา มีประสบการณ์การทำงานอะไรมาบ้าง และยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมประกอบด้วยจะดีมาก

 

  1. ท่าทางจริงจังและคำถามที่ว่า “ทำไมเราควรจ้างคุณ”

คุณสามารถตอบได้ว่าคุณเป็นผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้โดยให้เหตุผลที่เหมาะสมเพิ่มเติม ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องรู้เพื่อจะตอบคำถามนี้ให้ได้ดีคือ รายละเอียดของตำแหน่งงานและบริษัทที่คุณสมัคร และสิ่งที่คุณจะสามารถให้กับองค์กรได้

 

  1. ไม่ใช่ว่าเขาลองภูมิ แต่เขาอยากรู้จริงๆว่า คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทของเขาบ้าง

คุณจำเป็นที่จะต้องรู้และเข้าใจรายละเอียดที่สำคัญของบริษัทนั้นๆ เช่น ประวัติบริษัท ผลิตภัณฑ์ ภาพลักษณ์องค์กร กลุ่มลูกค้า เพื่อแสดงให้บริษัทที่เราไปสัมภาษณ์เห็นว่าคุณมีความพร้อม และต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนั้นอย่างแท้จริง

 

  1. ร้อยละ 90 จะถูกถามว่า ทำไมคุณจึงสนใจงานนี้

ให้ตอบโดยเน้นไปที่ตัวงาน ไม่ใช่เงินเดือน สวัสดิการที่ดีกว่า เช่น งานนี้มีความท้าทาย ทำให้ได้พัฒนาความสามารถไปอีกขั้นหนึ่ง อย่าไปตอบว่าเพราะใกล้บ้าน เพราะเพื่อนชวน มันดูไม่เป็นมืออาชีพ

 

  1. รับมือยังไง เมื่อต้องพูดถึง ข้อด้อยของคุณให้ดูไม่ด้อยจนเกินไป

คุณสามารถพูดถึงข้อด้อยของตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมาแต่ควรเป็นสิ่งที่คุณได้พยายามแก้ไขจนดีขึ้นแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับที่เพียงสื่อสารได้ แต่กำลังพัฒนาความสามารถด้านนี้อยู่ด้วยวิธีการอะไรก็ว่าไป

 

  1. ไม่ต้องเป็นผู้บริการ ก็สามารถถูกถามได้ว่า “เป้าหมายระยะยาวของคุณคืออะไร”

คุณสามารถตอบได้ตามความฝันของคุณ เช่นอยากนั่งตำแหน่งหัวหน้างาน อย่างไรก็ตามควรพิจารณาเลือกเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ตามกรอบเวลานั้น และควรยกตัวอย่างประกอบด้วยว่าคุณวางแผนอย่างไรที่จะไปถึงเป้าหมาย จะดีมาก

 

อยากให้ผู้สมัครงานทุกคนที่เข้าสู่การสัมภาษณ์งานการตอบคำถามในการสัมภาษณ์งาน ตามความเป็นจริงนั้นดีที่สุด ไม่ต้องอาศัยการท่องจำจนขาดความเป็นธรรมชาติ และควรมีหลักฐานหรือตัวอย่างสนับสนุนคำพูดของคุณเสมอ อย่างนี้จะทำให้กรรมการสัมผัสถึงความจริงใจและความพร้อมของคุณได้โอกาสได้งานไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

 

 

 

 

ทำให้นายจ้างเห็นว่าคุณคือผู้สมัครงานที่พร้อมจะทำงานอย่างมืออาชีพ

 

ในการสมัครงานนั้นคุณจะถูกประเมินเพื่อเปรียบเทียบกับผู้สมัครงานรายอื่น การแข่งขันกับตัวเองและการสร้างความโดดเดนให้คุณมีความน่าสนใจจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ ภายในเวลาสัมภาษณ์งานอาจจะใช้เวลาเพียง 10-30 นาที ต่อการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานหนึ่งคน จงใช้เวลานั้นแสดงให้นายจ้างเห็นว่าคุณคือผู้สมัครงานที่พร้อมจะทำงานอย่างมืออาชีพ  การฝึกในตัวเองให้มีความเป็นมืออาชีพสามารถทำได้เพียงคุณทำตามข้อแนะนำของเรา รับรองว่านายจ้างต้องมองเห็นคุณสมบัติดีๆในตัวคุณ ถ้าอยากเป็นมืออาชีพแล้วมาดูกันว่าคุณต้องพัฒนาให้ตัวเองมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

  1. ไม่เกี่ยงงานและไม่ย่อท้อต่อต่ออุปสรรคในการทำงาน การมีข้อแม้ อาทิ ไม่อยากทำงานไกล ไม่อยากออกไปทำงานข้างนอก ไม่อยากตื่นเช้า  เหตุผลเช่นนี้ทำให้หลายคนพลาดการได้งาน จงหยุดการใช้ข้ออ้างและการสร้างเงื่อนไข เพราะมืออาชีพจะไม่ทำเช่นนี้แน่นอน
  2. ปรับทัศนคติให้เข้าใจโลกการทำงานว่าไม่มีงานไหนหรอกที่จะสบาย งานทุกงานล้วนต้องอาศัยความพยายาม และความมุ่งมั่งกันทั้งนั้น ไม่ควรจะเลือกงาน หรือปัดหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะงานเล็กหรือใหญ่
  3. พยายามทำงานที่หลากหลาย จะช่วยเปิดโลกทัศน์ในการทำงาน จะทำให้คุณมีมุมมองจ่อการจัดการอุปสรรคได้ดีขึ้น และนี่คือสิ่งที่มืออาชีพหลายคนเขาทำกัน
  4. รู้จักจัดสรรและตรงต่อเวลาไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยไร้ประโยชน์ หลายคนอาจคิดว่า งานเยอะต้องยืดเวลาออกไป แต่มืออาชีพจะรู้จักวางแผนและมีการจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม และทำงานทุกอย่างเสร็จตรงตามเวลาที่กำหนดไว้
  5. มืออาชีพจะตรวจทานหาข้อผิดพลาดก่อนส่งมอบงาน และพร้อมที่จะรับผิดชอบหากงานที่ทำเกิดข้อผิดพลาดที่ไม่สามารถควบคุมได้ ที่จะต้องทำ
  6. มืออาชีพจะรูว่าอะไรควรทำก่อนหรือหลัง สามารถทำงานตามกระบวนการขั้นตอนที่วางแผนไว้ ลดความสับสน และไม่เป็นระเบียบ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างทำงาน หน้าที่ใดก็ตามที่ตนเองได้รับมอบหมาย จงทำมันอย่างเต็มที่ และซื่อตรงกับงานให้มากที่สุด สิ่งสำคัญในการทำงานให้เป็นมืออาชีพคือ พยายามสร้างความผิดพลาดให้น้อยที่สุด หรือแทบจะไม่มีเลย
  7. รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและรู้จักแสดงความคิดเห็นต่อที่สาธารณะทักษะการสื่อสารฟังและพูด ถือเป็นอีกทักษะสำคัญ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นอย่างมาก หากคุณอยากจะทำงานแบบเป็นมืออาชีพแล้วนั้น คุณต้องกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาดของตนเอง ต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น
  8. หมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอด ไม่หยุดอยู่กับที่ ต้องรู้จักยืดหยุ่น ปรับตัวและไม่ยึดตัวกับกระบวนการเดิม ๆ และการทำงานแบบมือชีพนั้น คือต้องทำงานได้ทุกรูปแบบ รู้จักวางแผนและกำหนดวิธีการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาได้อย่างทันท่วงที

 

สิ่งที่ควรทำและควรเลี่ยง เมื่ออยู่ในช่วง Probationary Period

 

หลายคน กว่าจะได้งานก็แสนยากแล้ว พอได้งานแล้ว สิ่งที่ต้องใส่ใจไม่ต่างจากช่วงที่เราพยายามสมัครงานก็คือ ทำให้ผ่านโปร หรือ ผ่าน  ช่วงโปรฯ ( Probationary Period) ซึ่งเป็น ช่วงทดลองงานไปให้ได้ ส่วนใหญ่การทดลองงานจะใช้เวลา  3-4 เดือนแรกของการทำงาน

ช่วงทดลองงานนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพนักงานใหม่ของบริษัท เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทจะประเมินความเหมาะสมก่อนที่จะบรรจุเป็นพนักงานประจำ ในช่วงนี้มีทั้งสิ่งที่ควรทำและความเลี่ยง ไม่อย่างนั้นจากการจะได้ก้าวไปเป็นพนักงานใหม่คุณอาจจะต้องไปหางานใหม่ แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ

  1. คุณควรมีการสอบถามรายละเอียดตั้งแต่ได้รับการติดต่อแจ้งผลสัมภาษณ์ว่าคุณผ่านเข้าสู่การคัดเลือกว่ามีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร และ องค์การคาดหวังให้คุณต้องมีผลงานอย่างไร
  2. ปรับตัวและเปิดใจเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ ในฐานะพนักงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นตัวองค์กร, เนื้องาน, เพื่อนร่วมงาน และสภาพแวดล้อม เราจำเป็นต้องเปิดใจยอมรับกับสิ่งใหม่ๆเหล่านี้รวมทั้งปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ต้องเรียนรู้กับงานใหม่หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจอะไร อย่าลังเลที่จะถามเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานของเรา
  3. ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ พนักงานใหม่ควรแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของตนเองว่าสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้จริง และมีประสิทธิภาพ
  4. อย่าแสดงพฤติกรรมเกียจคร้านหรือเหนื่อยหน่ายเมื่อหัวหน้างานมอบหมายหน้าที่อะไรให้
  5. พนักงานใหม่ที่องค์กรอยากได้คือคนกระตือรือร้นในการทำงาน และสามารถทำงานที่ได้รับให้เสร็จออกมาในระยะเวลาที่กำหนดและมีความผิดพลาดน้อยที่สุด
  6. ไม่ควร ขาดลา มาสาย ความตรงต่อเวลา ถือ เป็นวินัยขั้นพื้นฐาน และยังเป็นมารยาทสำคัญของการทำธุรกิจ เพราะความตรงต่อเวลาเป็นการให้เกียรติคู่ค้า/คู่นัดหมาย  ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับวินัยข้อนี้ของพนักงานทุกคน ดังนั้นในหลายๆบริษัท หากพนักงานใหม่มาสาย จะมีผลแน่นอนกับการประเมินว่าจะผ่านช่วงทดลองงาน
  7. หากเป็นไปได้ควรมาก่อนเวลาทำงานประมาณ  20 – 30 นาทีเพื่อที่จะได้มีเวลาเตรียมตัวในการทำงาน   และหากไม่มีกิจจำเป็นหรือป่วยจริงๆก็ไม่ควรใช้วันหยุดในช่วงทดลองงาน
  8. ใส่ใจการแต่งกาย ให้สุภาพเรียบร้อย ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับหน้าที่ พนักงานใหม่ก็ควรปฏิบัติตามกฎของบริษัทอย่างเคร่งครัด
  9. มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เมื่อมาถึงบริษัทอย่าลืมทักทาย หัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน  การเอ่ยปากเสนอให้ความช่วยเหลือในเรื่องเล็กๆน้อย ใช้วาจาให้สุภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงกล่าวลาหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานเมื่อจะกลับบ้าน ก็ถือเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้กับคนที่เราทำงานด้วยได้เป็นอย่างดี

 

อย่าละเลยสิ่งที่ควรทำ และ จงเลี่ยงสิ่งที่ไม่ควรทำเท่านี้ก็สามารถผ่านช่วงทดลองงานไปได้อย่างง่ายดาย อย่าตกม้าตาย พาตัวเองหลุดจากการเป็นพนักงานใหม่อย่างสมบูรณ์เพราะการหางานใหม่ไม่ใช่เรื่องสนุกจริงไหม