รู้จักการทำงานในรูปแบบใหม่ที่ให้ความอิสระ โดนใจคนทุก Gen

Smart Office

ถ้าคุณกำลังจะสมัครงานในองค์การขนาดใหญ่ที่ต้อง เข้างานเช้า 8.30 น. เลิกงานในเวลาที่การจราจรสาหัสอย่างเวลา 17.00 น.  ทุกเช้าต้องวิ่งสแกนนิ้วให้ทันเวลาเข้างาน เข้างานสายชถูกหักเงินเดือน ต้องทำงานอยู่ที่ออฟฟิตตาจ้องคอมวันละ 8 ชั่วโมง แลกมากับความมั่นคง ของรายได้ เงินโบนัสตามผลประกอบการ เราอยากให้คุณลองพิจารณาอะไรบางอย่าง ว่านี่คือเป็นชีวิตการทำงานที่คุณอยากได้จริงหรือเปล่า  หลายคนให้ความเห็นว่ารูปแบบการทำงานที่ว่ามานี้ช่างลดทอนความมีอิสระในชีวิตลงไปกว่าครึ่ง

คำถามต่อมาคือในยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีเข้ามาทำให้การทำงานง่ายขึ้น เป็นไปได้ไหมว่าจะเกิดการทำงานนอกสถานที่ จากการตั้งคำถามนี้ เริ่มมีการปรับรูปแบบการทำงาน  เทรนด์การทำงานนอกออฟฟิศมีให้เห็นมากขึ้น  งานบางอย่างไม่ต้องเข้าไปทำที่ออฟฟิต แต่สามารถทำที่บ้าน หรือ ใช้ บริการ Co-Working Space เป็นที่พบปะคุยงาน

Modern Office

ในขณะที่ ออฟฟิต มีการปรับรูปแบบไปเป็น SMART  Office เพิ่มมุมพักผ่อน มุมความบันเทิง ห้องพักผ่อนที่สามารถใช้เป็นที่นอนระหว่างวัน พร้อมกับสัญญาณไวไฟที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมสำนักงาน จากการสำรวจพบว่า คนทำงานทั่วโลกราว 2 ใน 3 คน มักทำงานนอกสถานที่ทุกสัปดาห์ และ 50% ของกลุ่มคนที่ทำงานนอกสถานที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของสัปดาห์ ทุกสัปดาห์จะมีพนักงานกว่า 70% ที่ต้องทำงานจากนอกสถานที่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ขณะที่ 53% ทำงานจากนอกสถานที่เป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของสัปดาห์หรือมากกว่านั้น และมี 11% ที่ต้องทำงานจากที่อื่นนอกเหนือจากออฟฟิศมากถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์

ด้านวิธีการทำงานและกระบวนการทำงานก็มีความยืดหยุ่น มากขึ้น เวลาเข้างานไม่มีการกำหนดเป็นระเบียบเคร่งครัด การประเมินผลงานและประสิทธิภาพในการทำงานในการทำงานทำด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย มีการทบทวนรูปแบบการใช้ KPIs ให้สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง องค์การเองมีกลยุทธ์ใน การดึงดูดและรักษาพนักงานด้วยมาตรการที่มากกว่าสวัสดิการหรือผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน การสร้างความพึงพอใจในอาชีพ การส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

เทรนด์การทำงานในรูปแบบใหม่นี้ไม่ได้ถูกใจเฉพาะคนทำงานที่อยู่ในวัย Gen Y ที่ขึ้นชื่อเรื่องความต้องการอิสระ แต่ยังไปสอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปของคนหลากหลายช่วงวัย เมื่อเห็นว่ารูปแบบการทำงานที่ลดภาวะกดดัน และ ส่งเสริมให้มีความสมดุลของการใช้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นจึงขานรับรูปแบบการทำงานใหม่นี้

สำหรับผู้ที่กำลังหางานทำ และเลือกที่จะสมัครงานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในองค์การใดก็ตามควรพิจารณาถึงรูปแบบการทำงานขององค์การนั้นๆด้วยว่ามีการปรับให้เข้ากับเทรนด์การทำงานยุคใหม่หรือไม่ หากคุณชอบการทำงานในรูปแบบใหม่นี้และต้องไปอยู่ในองค์การรูปแบบเดิมๆอาจไม่ตรงกับจริตของคุณและนั้นอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและต้องลาออกในที่สุด

20 ข้อควรทำฉบับเร่งรัด เพื่อการสัมภาษณ์งานให้ได้งาน

Waiting-for-an-interview-Shutterstock

เมื่อคุณสมัครงานไปแล้ว ได้รับโอกาสให้เข้ารับการสัมภาษณ์งานจงทำให้ดีที่สุด บางองค์การใช้เวลาในการสัมภาษณ์งานผู้สมัครงาน เพียง 10-15 นาที เวลาสั้นๆนี้เองที่จะกำหนดชีวิตของคุณว่าจะได้งานหรือต้องเริ่มหางานใหม่ หลายๆครั้งเราได้นำเอาแนวปฏิบัติเพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานมาบอกกัน ครั้งนี้ก็เช่นกันแต่จะมาในรูปแบบฉบับเร่งรัดด้วย 20 ข้อควรทำเพื่อการสัมภาษณ์งานให้ได้งาน  อย่ารอช้ามาดูกันเลย

  1. ต้องรู้ข้อมูลบริษัทและอุตสาหกรรมที่คุณกำลังจะไปสัมภาษณ์
  2. เตรียมพร้อมเรื่องการเดินทาง ตรวจสอบที่ตั้งบริษัท และเวลาที่นัดสัมภาษณ์ให้แน่นอนวางแผนให้สามารถเดินทางไปถึงบริษัทก่อนเวลานัดหมายอย่างน้อย 10 นาที
  3. เตรียมตัว และฝึกซ้อมการตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้สามารถตอบได้อย่างมั่นใจฝึกซ้อมกับคนในครอบครัวเพื่อรับคำแนะนำติชม
  4. ตรวจสอบเอกสารสมัครงานเช่น สำเนาเรซูเม่ รูปถ่าย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ตัวอย่างผลงาน ใบรับรองผลการศึกษา ให้ครบถ้วน
  5. เตรียมเครื่องแต่งกายไปสัมภาษณ์งานให้เหมาะกับตำแหน่งงาน บริษัท และอุตสาหกรรมที่สมัคร
  6. นอนหลับอย่างเพียงพอ ตรวจสอบลมหายใจ กลิ่นปาก และกลิ่นกายให้สะอาดสดชื่น
  7. ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่ ทักทายพนักงานต้อนรับของบริษัท และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่คุณติดต่อด้วยความเคารพ และสร้างความประทับใจแรกพบให้ได้
  8. เข้าห้องสัมภาษณ์แล้ว ทักทายผู้สัมภาษณ์งานด้วยรอยยิ้ม เรียกชื่อผู้สัมภาษณ์งานให้ถูกต้อง โดยสอบถามชื่อผู้สัมภาษณ์จากพนักงานต้อนรับไว้ล่วงหน้า
  9. หาโอกาสนำเสนอตัวเองให้ผู้สัมภาษณ์รู้จักและสนใจคุณมากขึ้นกว่าข้อมูลที่ให้ในเรซูเม่
  10. สำรวมกิริยาท่าทางรักษาภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ และคำพูดให้เหมาะสม สบตาผู้สัมภาษณ์ระหว่างสนทนาแสดงความกระตือรือร้นสนใจในตำแหน่งงานและบริษัท
  11. พูดจาฉะฉาน น้ำเสียงบ่งบอกถึงความมั่นใจ และมีพลัง แต่ระวังอย่าให้ดูแข็งกร้าว
  12. หลีกเลี่ยงการพูดถึงเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และนายจ้างเก่าในทางลบ
  13. ตอบคำถามด้วยความจริงใจ ไม่โกหก นำเสนอจุดแข็งที่เป็นจริง
  14. แสดงให้เห็นว่าคุณหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทและอุตสาหกรรมมาล่วงหน้า
  15. คิดให้รอบคอบก่อนตอบคำถาม ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
  16. อย่าให้โทรศัพท์มือถือรบกวนคุณในขณะสัมภาษณ์งาน
  17. หากผู้สัมภาษณ์ไม่พูดเรื่องค่าตอบแทน ให้สังเกตว่าเขามีทีท่าสนใจคุณหรือไม่ หากสัญญาณเป็นไปในทางที่ดี คุณอาจลองถามเรื่องค่าตอบแทนในตอนท้ายการสัมภาษณ์ได้
  18. เมื่อผู้สัมภาษณ์งานเปิดโอกาสให้ถาม ควรถามคำถามผู้สัมภาษณ์เพื่อแสดงความสนใจในงาน
  19. ก่อนจบการสัมภาษณ์งานด้วยการย้ำว่าคุณสนใจงานนี้อย่างมาก และอยากทราบว่าขั้นตอนต่อไปในการพิจารณาเป็นอย่างไร รวมทั้งจะทราบผลการพิจารณาเมื่อไร
  20. เมื่อกลับถึงบ้าน ควรเขียนจดหมายขอบคุณการสัมภาษณ์งานภายใน 24 ชั่วโมงหลังการสัมภาษณ์งาน

เทรนด์การทำงานยุคดิจิทัล ถูกใจคน Gen Y ทั้งท้าทายและให้ความอิสระ

เทรนด์การทำงานยุคดิจิทัล

ไทยแลนด์ 4.0 มาพร้อมกับการนำเอาเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนในการดำเนินชีวิต  ทั้งชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว และการทำงาน  นอกจากเทคโนโลยีมาทำให้คนทำงานง่ายขึ้น ยังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบตลอดจนพฤติกรรมการทำงานของคนทำงานในยุคนี้ไปด้วย เกิดเป็นเทรนด์การทำงานยุคดิจิทัล ดังนั้นเมื่อคุณคิดจะหางาน สมัครงาน ก็ควรทำความเข้าใจกับเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ก่อน โอกาสในการหางาน สมัครงานให้ได้งานก็จะมากขึ้นไปด้วย อีกทั้งยังเป็นข้อมูลที่จะทำให้คุณเห็นช่องทางในการหางาน สมัครงาน ในรูปแบบใหม่ๆ ที่ตรงกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย  เรามาดูกันเลยว่าเทรนด์การทำงานยุคดิจิทัลนั้นเป็นอย่างไร

  1. ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยการทำงานบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต รวมทั้งเครื่อข่ายอินเตอร์เนตที่สร้างความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น การนำเสนอผลงาน การประชุมงานสามารถทำได้ด้วยการใช้อุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและ Application ที่เข้ามาอำนวยความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและย่อโลกเข้ามาให้ใกล้กัน
  2. โลกของธุรกิจไม่มีขีดจำกัดแม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละมุมโลก ผู้คนก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้รวดเร็ว โลกของธุรกิจก็สามารถขยายกิจกรรมและการดำเนินงานต่าง ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัดเพียงอาศัยเทคโนโลยีและเครื่องมือในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ สามารถขจัดปัญหาด้านระยะทาง และเชื่อมต่อทุกฟังก์ชั่นทางธุรกิจเข้าด้วยกันได้
  3. การทำงานในรูปแบบองค์การที่ต้องมีสถานที่ทำงานอย่างเป็นทางการ มีทีมงานที่ต้องพบหน้ากัน เปลี่ยนไปสู่การที่ไม่จำเป็นต้องมีออฟฟิต และทีมงานสามารถอยู่กระจัดกระจายกันหลายประเทศทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวก
  4. ระบบการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลบนฐานข้อมูลออนไลน์ ในรูปแบบ “คลาวด์” จะเข้ามามีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางของการทำงานร่วมกัน ช่วยให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลในการทำงาน นอกจากนี้คลาวด์ยังเข้ามาเพิ่มศักยภาพในการประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้แบบ Real-time ช่วยให้องค์กรสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจได้รวดเร็ว ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ได้ทันใจ และมีความหลากหลายของข้อมูลมากขึ้น
  5. เพื่อนร่วมงานของคุณอาจไม่ใช่แค่มนุษย์ ด้วยเทคโนโลยี Internet of Thing (IoT) ที่จะช่วยยกระดับอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น ลักษณะการทำงานในอนาคตจะลดการพึ่งพาแรงงานจากมนุษย์ลงและมีการทำงานโดยหุ่นยนต์ร่วมกับมนุษย์
  6. Big Data และความสามารถนำมาวิเคราะห์และบริหารจัดการให้เป็นระบบได้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ นำไปสู่การสร้างขีดความสามารถทางการแข็งขัน ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการวางแผนธุรกิจ การวิเคราะห์ลูกค้า และการคาดการณ์แนวโน้มต่าง ๆ และส่งต่อแต่สิ่งที่ลูกค้าต้องการจริง ๆ เท่านั้น
  7. การหางาน สมัครงานในลักษณะพนักงานประจำ อาจถูกแทนที่ด้วยการจ้างงานแบบ Gig Worker เช่น ตอนเช้าอาจจะรับงานฟรีแลนซ์ ตอนบ่ายออกไปเป็นคนขับ Grab ตอนเย็นรับจ้างสอนพิเศษ สามารถออกแบบได้การทำงานที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้เพื่อจัดสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว

 

เมื่อต้องเปลี่ยนสายงาน ทำอย่างไรให้มีโอกาสได้งาน

 โลกของการทำงานทุกวันนี้ ในตำแหน่งงานหนึ่งนั้นเปิดรับผู้ที่มีความสามารถที่ไม่ต้องจบมาโดยตรง และหากมีประสบการณ์หรือสามารถแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถก็เข้ามาทำงานในตำแหน่งนั้นๆได้  เราจึงเห็นว่ามีหลายคนที่ทำงานไปแล้วไปสมัครงานข้ามสายงาน  เช่น คนที่เคยเป็นนักการธนาคารไปสมัครงานไอที  คนที่เคยเป็นนักบัญชีไปสมัครงานเป็นนักการตลาด หมอฟันไปสมัครงานเป็นผู้วิเคราะห์การลงทุน

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนเราจะไปทำงานในสายอาชีพที่ไม่มีความใกล้เคียงกับงานเดิมที่เราทำ แต่ถ้าใจรักและอยากที่จะทำจริงๆย่อมทำได้  และถ้าคุณคือหนึ่งคนที่กำลังอยากเปลี่ยนสายงาน และมุ่งหวังจะได้งาน ลองทำตามข้อแนะนำของเราดูสักหน่อย คิดว่านี่จะเป็นหนึ่งแนวทางที่จะพาคุณไปสู่อาชีพในฝันได้

  1. ก่อนจะเปลี่ยนสายงาน ต้องค้นหาตัวเอง สำรวจตัวเอง โดยเราต้องค้นหาเหตุผลของตัวเองให้เจอก่อนว่าทำไมถึงต้องการเปลี่ยนสายงาน สิ่งที่ต้องการทำจริงๆคืออะไร เพราะอะไร เมื่อแน่ใจแล้วว่าต้องการเปลี่ยนสายงานจริงๆ มีเหตุผลมารองรับ อย่าเปลี่ยนสายงานเพราะเพียงอารมณ์ชั่วครู่ ความไม่พอใจในงานหรือเพื่อนร่วมงาน
  2. รู้ให้จริงเกี่ยวกับงานที่สนใจ ศึกษาให้รู้จักแวดวงของวิชาชีพที่เราอยากเข้าไปทำ บางคนอยากเปลี่ยนสายงานเพราะรู้มาว่าได้ค่าตอบแทนสูงนี่อาจยังไม่พอ คุณควรต้องรู้ทิศทางการเติบโตของสายงานนั้นๆ อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าแวดวงนี้จะเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า ความต้องการแรงงานจะยังคงมีหรือไม่
  3. ศึกษาให้ดีว่าหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานที่สนใจต้องทำอะไร ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร และคนที่มีคุณสมบัติแบบไหนที่จะได้เป็นผู้นำในสายอาชีพนั้นๆ คุณสามารถดู ข้อมูลจากการเปรียบเทียบการกำหนดคุณสมบัติในประกาศรับสมัครงาน ดูหน้าที่รับผิดชอบจาก Job Description และศึกษาต้นแบบของคนในวิชาชีพนี้ที่ประสบความสำเร็จ  รวมทั้งศึกษา Career Path ของงานที่สนใจด้วยว่ามีโอกาสเติบโตก้าวหน้าได้ขนาดไหน
  4. เปลี่ยนทัศนะคติในการเรียกเงินเดือน การสมัครงานในสายงานใหม่นั้น ถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ การเรียกเงินเดือนที่สูงเกินไปอาจจะไม่ใช่เรื่องดี ผู้สมัครต้องตระหนักเสมอว่าตนไม่มีประสบการณ์ในสายงานนั้นๆมาก่อน
  5. ทำให้ตัวเองพร้อมต่อการเข้าสู่สนามการแข่งขัน เพราะคุณกำลังจะไปทำตัวเองให้เป็นตัวเลือกที่ดีโดยมีผู้ร่วมแข่งขันคือคนที่อยู่ในวิชาชีพมาก่อนหรือจบมาตรงสาขาและมีประสบการณ์อะไรจะทำให้คุณน่าสนใจ การมีข้อได้เปรียบ  เช่น คะแนนภาษาอังกฤษ การผ่านคอร์สฝึกอบรม ก็อาจช่วยได้

 

เว็บไซต์รับสมัครงานที่หลายๆคน นิยมใช้หางาน

 

หากใครที่กำลังมองหาที่สมัครงานอยู่นั้นบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพราะว่าการสมัครงานในตอนนี้นั้นหลายๆคนก็ชอบมองหาความสะดวกสบายด้วยกันทั้งหมด  การที่เราจะสมัครงานนั้นสามารถสมัครงานได้หลายขั้นตอนมากมายเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการหางานผ่านทางเว็บไซต์รับสมัครงานเพราะว่าเมื่อเราหางานแล้วก็สามารถกดสมัครงานได้เลยทุกอย่างในโลกนี้เป็นเรื่องที่ทันสมัยต่อโลกมากที่เราไม่ควรมองข้าม ควรตามให้ทันอย่างมากที่สุด เว็บไซต์รับสมัครงานหลายๆคนมักให้ความสนใจกันจำนวนมากเพราะความสะดวกสบายอย่างที่ใครๆก็ไม่สามารถคิดว่าจะสะดวกสบายอะไรแบบนี้การที่เราได้สมัครงานกับเว็บไซต์รับสมัครงานนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเลย

 

เว็บไซต์รับสมัครงานหลายๆคนให้ความสนใจอย่างมากเพราะในเว็บไซต์รับสมัครงานนั้นมีหลายๆอย่างเลยที่เป็นรายละเอียดบอกให้เราได้รู้ว่าเราต้องมีคุณสมบัติตรงตามนี้นะถึงจะไปทำบริษัทนี้ได้ ทุกๆบริษัทส่วนมากจะลงลายละเอียดไว้ในเว็บไซต์รับสมัครงานอยู่แล้วเพื่อให้เราได้งานที่ตรงตามสายงานที่เราถนัดและตรงกับสายงานที่เราต้องการ การที่เราจะสมัครงานในแต่ละครั้งนั้นเราต้องกรอกข้อมูลหรือส่งเรซูเม่ไปให้ชัดเจนเพราะว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเลยเพราะฝ่ายบุคคลจะเลือกอ่านจากเรซูเม่ว่าเรามีผลงานอะไรบ้างทำมานานเท่าไหร่แล้ว หากรับเราเข้ามาทำงานในองค์กรแล้วนั้นจะมีผลกระทบอะไรไหมทุกๆอย่างล้วนเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจอย่างมากและไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง การสมัครงานผ่านเว็บไซต์รับสมัครงานนั้นเป็นเรื่องที่เราควรจะใส่ใจให้มากขึ้นเพราะไม่ว่าเราจะพิมพ์ข้อมูลอะไรไปก็ตามทางบริษัทบางครั้งก็จะแอบสืบประวัติของเรามาก่อนว่าเป็นจริงหรือไม่ การรับสมัครงานผ่านทางเว็บไซต์รับสมัครงานนั้นเราไม่ควรมองข้ามเลยก็เป็นได้

ในแต่ละครั้งเราสามารถกดส่งสมัครงานได้ไม่อั้นเลยขึ้นอยู่กับว่าเรามีคุณสมบัติมากพอหรือไม่กับที่เราส่งไปทุกๆอย่างเป็นเรื่องที่สำคัญมากไปหมดเราต้องคิดก่อนหากเราเกิดได้ไปสัมภาษณ์เวลาเดียวกันกับทางบริษัทอื่นบางครั้งก็อาจจะเสียโอกาสไปก็เป็นได้ การเลือกสมัครงานควรเลือกส่งประวัติส่วนตัวกับทางบริษัทที่เราอยากที่จะเข้าไปทำมากที่สุดก่อนเพื่อหากว่าเราได้นัดสัมภาษณ์และได้เข้าสัมภาษณ์นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้เราได้งานมากยิ่งขึ้น หรืออาจจะลองส่งไปประมาณห้าบริษัทดูก่อนแน่นอนว่าคงไม่ได้เรียกทุกบริษัทหากโชคดีได้เรียกไปสัมภาษณ์ทุกบริษัทก็ลุ้นต่อว่าจะได้งานไหม