สิ่งที่ควรทำและควรเลี่ยง เมื่ออยู่ในช่วง Probationary Period

 

หลายคน กว่าจะได้งานก็แสนยากแล้ว พอได้งานแล้ว สิ่งที่ต้องใส่ใจไม่ต่างจากช่วงที่เราพยายามสมัครงานก็คือ ทำให้ผ่านโปร หรือ ผ่าน  ช่วงโปรฯ ( Probationary Period) ซึ่งเป็น ช่วงทดลองงานไปให้ได้ ส่วนใหญ่การทดลองงานจะใช้เวลา  3-4 เดือนแรกของการทำงาน

ช่วงทดลองงานนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพนักงานใหม่ของบริษัท เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทจะประเมินความเหมาะสมก่อนที่จะบรรจุเป็นพนักงานประจำ ในช่วงนี้มีทั้งสิ่งที่ควรทำและความเลี่ยง ไม่อย่างนั้นจากการจะได้ก้าวไปเป็นพนักงานใหม่คุณอาจจะต้องไปหางานใหม่ แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ

  1. คุณควรมีการสอบถามรายละเอียดตั้งแต่ได้รับการติดต่อแจ้งผลสัมภาษณ์ว่าคุณผ่านเข้าสู่การคัดเลือกว่ามีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร และ องค์การคาดหวังให้คุณต้องมีผลงานอย่างไร
  2. ปรับตัวและเปิดใจเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ ในฐานะพนักงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นตัวองค์กร, เนื้องาน, เพื่อนร่วมงาน และสภาพแวดล้อม เราจำเป็นต้องเปิดใจยอมรับกับสิ่งใหม่ๆเหล่านี้รวมทั้งปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ต้องเรียนรู้กับงานใหม่หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจอะไร อย่าลังเลที่จะถามเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานของเรา
  3. ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ พนักงานใหม่ควรแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของตนเองว่าสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้จริง และมีประสิทธิภาพ
  4. อย่าแสดงพฤติกรรมเกียจคร้านหรือเหนื่อยหน่ายเมื่อหัวหน้างานมอบหมายหน้าที่อะไรให้
  5. พนักงานใหม่ที่องค์กรอยากได้คือคนกระตือรือร้นในการทำงาน และสามารถทำงานที่ได้รับให้เสร็จออกมาในระยะเวลาที่กำหนดและมีความผิดพลาดน้อยที่สุด
  6. ไม่ควร ขาดลา มาสาย ความตรงต่อเวลา ถือ เป็นวินัยขั้นพื้นฐาน และยังเป็นมารยาทสำคัญของการทำธุรกิจ เพราะความตรงต่อเวลาเป็นการให้เกียรติคู่ค้า/คู่นัดหมาย  ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับวินัยข้อนี้ของพนักงานทุกคน ดังนั้นในหลายๆบริษัท หากพนักงานใหม่มาสาย จะมีผลแน่นอนกับการประเมินว่าจะผ่านช่วงทดลองงาน
  7. หากเป็นไปได้ควรมาก่อนเวลาทำงานประมาณ  20 – 30 นาทีเพื่อที่จะได้มีเวลาเตรียมตัวในการทำงาน   และหากไม่มีกิจจำเป็นหรือป่วยจริงๆก็ไม่ควรใช้วันหยุดในช่วงทดลองงาน
  8. ใส่ใจการแต่งกาย ให้สุภาพเรียบร้อย ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับหน้าที่ พนักงานใหม่ก็ควรปฏิบัติตามกฎของบริษัทอย่างเคร่งครัด
  9. มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เมื่อมาถึงบริษัทอย่าลืมทักทาย หัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน  การเอ่ยปากเสนอให้ความช่วยเหลือในเรื่องเล็กๆน้อย ใช้วาจาให้สุภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงกล่าวลาหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานเมื่อจะกลับบ้าน ก็ถือเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้กับคนที่เราทำงานด้วยได้เป็นอย่างดี

 

อย่าละเลยสิ่งที่ควรทำ และ จงเลี่ยงสิ่งที่ไม่ควรทำเท่านี้ก็สามารถผ่านช่วงทดลองงานไปได้อย่างง่ายดาย อย่าตกม้าตาย พาตัวเองหลุดจากการเป็นพนักงานใหม่อย่างสมบูรณ์เพราะการหางานใหม่ไม่ใช่เรื่องสนุกจริงไหม

 

อาชีพน่าทำ สำหรับคนที่กำลังหางานใหม่ๆ

อาชีพที่น่าทำในที่นี้จะขอพูดถึงอาชีพอิสระค่ะ เพราะในยุคนี้งานประจำอย่างเดียวอาจจะไม่พอ อาชีพอิสระหลายๆ อาชีพก็ยังคงเป็นที่นิยมและสามารถทำเงินได้เรื่อยๆ ในขณะที่บางอาชีพฮิตติดชาร์ตได้ประเดี๋ยวประด๋าวก็ซบเซาไปตามกาลเวลา เอาเป็นว่าเราไป หางาน อาชีพต่างๆ ที่ยังคงแรงต่อเนื่องและทำเงินได้เรื่อยๆ กันค่ะ

1.) ขายของออนไลน์

อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มาแรงมากๆ ในยุคนี้นะคะแม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ค้าออนไลน์ลดน้อยลงไปเลย กลับนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นเพราะในยุค IT เช่นนี้ ความสะดวกสบายใจการจับจ่ายใช้สอย นับเป็นเรื่องที่ใครหลายคนชื่นชอบค่ะ แค่คลิกเดียวของส่งถึงบ้าน ไม่ต้องไปเดินตลาดให้เหนื่อยกาย ทั้งนี้ ของที่ขายต้องเป็นที่นิยมด้วยนะคะ ที่มาแรงอย่างหนึ่งคือเสื้อผ้า โดยเฉพาะแนวชิคๆ คูลๆ ที่วัยรุ่นชอบกัน ยังไงก็ไม่มีตกเทรนค่ะ

2.) ช่างภาพอิสระ

ในยุคที่สื่อโซเชียลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากมายเกือบจะ 100% เลยก็ว่าได้ การโพสต์รูปต่างๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอในแต่ละวัน ถือเป็นกิจวัตรประจำวันของเราไปแล้ว ทำให้อาชีพช่างภาพอิสระ กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งเมื่อต้องการรูปในวันสำคัญ โดยเฉพาะงานรับปริญญา ซึ่งถ่ายรูปกันตั้งแต่วันซ้อมย่อย ซ้อมใหญ่ แถมยังมีถ่ายรูปนอกรอบกันอีก งานแต่งงาน ตั้งแต่ถ่ายพรีเวดดิ้ง ในที่ต่างๆ ถ่ายรูปในวันจริง เหล่านี้เพื่อให้ได้ภาพที่เป็นที่ประทับใจ และลงรูปใน FB / IG ได้แบบภูมิใจค่ะ หรือแม้แต่ในการถ่ายภาพนิ่งสำหรับนิตยสารต่างๆ ก็ยังเป็นที่ต้องการค่ะ แถมยังสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายภาพสต๊อกด้วยนะคะ

 

3.) ช่างแต่งหน้าอิสระ

อาชีพนี้มาพร้อมๆ กับช่างภาพอิสระค่ะ เรียกว่ามีช่างแต่งหน้าที่ไหนต้องมีช่างภาพที่นั่น ซึ่งอาชีพช่างแต่หน้านี้ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ใช้บริการมากขึ้นกว่าในสมัยอดีต เพราะโลกเปลี่ยนไปความนิยมก็เปลี่ยนตามค่ะ ก็ตั้งแต่ที่ถือกำเนิดเกิด Face book , Instagram ขึ้นมา การจะออกสื่อก็จะมาหน้าสดไม่ได้แล้วค่ะ ดังนั้นงานเพื่อนเจ้าสาว งานเจ้าสาว งานถ่ายพรีเวดดิ้ง งานรับปริญญา ซ้อมใหญ่ ซ้อมย่อย งานเลี้ยงรุ่น งานรื่นเริง แม้กระทั่งงานวันเกิด อาชีพช่างแต่งหน้าก็วิ่งงานกันไม่หวาดไม่ไหว เรียกว่าไม่ได้หลับนอนกันทีเดียวค่ะ ซึ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานอาชีพนี้นะคะ ความจริงแล้วยังมีแหล่งงานอีกเพียบ สำหรับอาชีพช่างแต่งหน้าอิสระค่ะ
ใครที่กำลังมองหางานใหม่ๆ หรือสร้างอาชีพใหม่ๆ เป็นทางเลือกให้ตัวเองก็ลองดูความชอบส่วนตัว แล้วหาความรู้เป็นจริงเป็นจัง ก็ไม่เลวนะคะ

Flexible Benefits อีกสิ่งควรรู้เพื่อประกอบการตัดสินใจเข้าทำงาน

การให้สวัสดิการที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในองค์กรที่มีความหลากหลายในปัจจุบันทำให้ดึงดูดผู้ที่กำลังหางานได้มากขึ้น เพราะคนเดี๋ยวนี้หางานที่สามารถทำให้การใช้ชีวิตของเขาดีขึ้น การกำหนดสวัสดิการแบบยืดหยุ่นหรือ Flexible Benefits จะช่วยทำให้ดึงดูผู้หางานที่ตรงความต้องการขององค์กรมากขึ้น Flexible Benefits เรามาดูรูปแบบของ กันสิว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

รูปแบบแรก

ใครชอบแบบไหนเลือกได้ตามต้องการ  เช่น พนักงานที่อยู่ในวัยกลางคนมีครอบครัวก็ไม่อยากไปเที่ยวกับองค์กรเพราะเอาครอบครัวไปไม่ได้ ก็สามารถขอใช้สวัสดิการรูปแบบอื่นได้  เด็กรุ่นใหม่ที่ชอบการท่องเที่ยวแบบลุยๆก็ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิไปเที่ยวเป็นกลุ่มกับองค์กรแต่รับสวัสดิการรูปแบบอื่น เช่น เข้าคอร์สเรียนภาษา คอร์สการถ่ายภาพ ทดแทนได้

สวัสดิการ การทำงาน

รูปแบบที่สอง

ทำให้รู้ว่าองค์กรแคร์พนักงาน ด้วยเรื่องง่ายๆ  เช่น  ส่งพนักงานไปทำความสะอาดใหญ่ที่บ้านของพนักงานปีละ 1 – 2 ครั้งตอบโจทย์คนทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลบ้าน ให้คุณพ่อลดคลอดได้ ให้พาลูกมาเลี้ยงที่ทำงานได้ โดยมีสถานที่สำหรับเด็กเล็กมีพี่เลี้ยงและให้เวลาพ่อมาในการทำกิจกรรมร่วมกับลูกในที่ทำงาน บางคนที่ไม่มีลูกก็สามารถนำสัตว์เลี้ยงมาที่องค์กร การมีสัตว์เลี้ยงอยู่ใกล้ๆมีผลต่อการทำงานที่ดีขึ้นของพนักงาน  น้องหมาน้องแมวจึงสามารถมาที่ทำงานได้ โดยไม่รบกวนพนักงานคนอื่น

รูปแบบที่สาม

อะไรไม่เคยทำแต่คนอยากได้ก็หามาให้ซะ เช่นเรื่องของความสวยความงาม ถ้าคุณทำให้พนักงานรู้สึกได้รับการดูแลเรื่องนี้ เขาจะมีใจในการทำงานมากขึ้นเลยทีเดียว ทำได้ง่ายๆเช่น ให้บริการสระผมทำผมฟรีที่ออฟฟิต หรือให้ของขวัญแก่ผู้ที่สะสมคะแนนตรงตามที่องค์กรกำหนดไว้เป็นบัตรกำนัลเกี่ยวกับการไปทำความสวย อย่าง สปาอาบน้ำแร่แช่น้ำนม  นวดผ่อนคลายนวดหน้า ทำทรีตเม้น

รูปแบบที่สี่

มากกว่าการให้ความสบายทางกายก็ไม่ลืมที่จะบำบัดจิตใจของพนักงาน  โดยมีการให้บริการที่ปรึกษาแก่พนักงานทั้งเรื่องปัญหาการทำงาน ปัญหาชีวิต ปัญหาการเงิน การวางแผนทางการเงิน เน้นให้อยู่ดีมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีทั้งบริการฝังเข็ม ทำกายภาพบำบัด ตรวจสุขภาพกายและใจ

รูปแบบที่ห้า

เปิดโอกาสให้พนักงานจะได้ใช้ชีวิตออกไปเปิดหูเปิดตาท่องโลกกว้าง ลาพักผ่อนได้แบบเต็มที่ สะสมวันลามาใช้ได้ เงื่อนไขของการลามีทั้งรับเงินเดือนและไม่รับเงินเดือน การให้พนักงานได้หยุดชาร์ตแบตให้ตัวเองบ้างจะทำให้ไฟการทำงานของเขามีมากขึ้น

วันนี้องค์กรของคุณจัดให้มี   Work-Life Balance  และมี Flexible Benefits  แล้วหรือยังองค์กรทั่วโลกกำลังตื่นตัวในเรื่องนี้ และเป็นผลดีในการดึงดูดคนหางาน และรักษาพนักงานเก่าได้เป็นอย่างดี ลองนำไปปรับใช้ดูน่าจะเกิดผลดีกับองค์กรของคุณแน่ๆ

ต่อสู้อย่างไรในสงครามสรรหาคนเก่ง เพื่อให้ได้ผู้สมัครงานที่ตรงความต้องการขององค์กร

การสรรหาผู้สมัครงานที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ว่างให้ได้รวดเร็วที่สุด เพื่อลดค่าใช้จ่ายและให้ทันต่อการใช้งานเป็นความท้าทายขององค์กรเป็นอย่างมากยิ่งในสถานการณ์ที่องค์กรต่างก็แข่งขันสรรหาผู้สมัครงานที่เป็นคนเก่งมาร่วมงาน แบบนี้แล้วองค์กรจะรับมืออย่างไร

การสร้างแรงดึงดูดให้คนเก่งวิ่งเข้ามาหาองค์กรเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรยุคใหม่ควรนำไปพิจารณาวิธีการแบบนี้คล้ายกับการทำมาร์เก็ตติ้ง ตำแหน่งงานว่างคือสินค้า ผู้สมัครงานคือลูกค้า หากคุณรู้ว่าองค์กรต้องการคนแบบไหนละคุณสามารถที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้โดยนำเสนอภาพลักษณ์องค์การ   แผนการดูแลและพัฒนาบุคลากร  และสื่อสารข้อมูลเหล่านี้ไปยังผู้สมัครงาน

ประกาศรับสมัครงาน

สร้างแรงจูงใจจากค่าตอบแทนและสวัสดิการ

กำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สูสีกับบริษัทอื่น ๆ ในแวดวงเดียวกัน โอกาสที่ผู้สมัครคุณสมบัติดี ๆ จะสนใจก็ย่อมมีมากขึ้น ในส่วนนี้ต้องศึกษาให้ดีว่าองค์กรของคุณมีความสามารถจ่ายได้เพียงใดแต่ถ้าจ่ายได้ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป ตำแหน่งงานของบริษัทก็อาจจะถูกมองข้ามไปเลยก็ได้

ลงประกาศตรงกลุ่มเป้าหมาย

ประกาศรับสมัครที่สื่อสารออกไปยังหางาน ต้องทำผ่านสื่อที่เข้าถึงได้ง่าย เช่นการประกาศสมัครงานผ่านทางออนไลน์ โดยต้องดูผ่านสมาร์ทโฟนได้ ใช้ Social network ให้เป็นประโยชน์ข้อมูลลงประกาศต้องชัดเจน ครบถ้วน และถูกต้องทั้งบ่งบอก เนื้องานและผลตอบแทน ทำรูปแบบของประกาศรับสมัครงานให้น่าสนใจ ออกแบบให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ระบุข้อความที่เชิญชวนและทำให้รู้ว่าคุณกำลังสรรหาคนที่จะมาร่วมสร้างสรรค์องค์กร

หากบริษัทของคุณมี Facebook page รวมทั้ง Social network อื่น ๆ ก็จงใช้เป็นช่องทางในการประกาศรับสมัครงานและสื่อสารภาพลักษณ์ขององค์กร วิธีการนี้สามารถทำได้โดยให้พนักงานขององค์กรสื่อสารข้อดีขององค์กรออกไปอย่างไม่เป็นทางการ

เข้าร่วมโครงการคัดสรรบุคลากรกับหน่วงงานต่างๆ

การเข้าไปสรรหาผู้สมัครและคนที่เหมาะกับการมาร่วมงานกับองค์กรจากสถาบันการศึกษาโดยตรง เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่คุณสามารถจองตัวคนเก่งได้ โดยสามารถทำได้ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษา  การจัดมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษา ยังช่วยในเรื่องภาพลักษณ์องค์กรอีกด้วย

คัดสรรจากบุคลากรที่พัฒนาได้

มองหาพนักงานใหม่จากกลุ่มเด็กฝึกงานที่มีแวว  เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวนักศึกษาและองค์กรที่สามารถประเมินผลงานการทำงานจริงๆ การยื่นข้อเสนอการจ้างงานต่อกับเด็กกลุ่มนี้ทำให้ลดขั้นตอนการคัดเลือกลงไปไก้มาก

อีกหนึ่งทางเลือกในการหาคนเก่งมาทำงานให้ทันเวลา และมั่นใจได้ว่าจะเป็นคนที่มี DNA เดียวกับองค์กรคือ การใช้บริการมืออาชีพจะช่วยลดความยุ่งยาก และองค์กรสามารถคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นที่ผ่านเกณฑ์ได้ง่ายขึ้น

สมัยนอกจากคุณวิ่งเข้าหางาน องค์กรเองก็ต้องวิ่งหาคนเก่งเพื่อจีบให้มาทำงานด้วย การที่องค์การทำตัวให้เนื้อหอมก็ยิ่งจะทำให้เจอเนื้อคู่ที่จะมาร่วมงานที่เหมาะสมมากขึ้น ดังนั้นองค์กรต้องใส่ใจในรายละเอียดของข้อมูลที่ให้และรูปแบบที่ใช้ในกระบวนการสรรหาผู้สมัครงานให้มาก และต้องตอบโจทย์โลกของการแข่งขันในสงครามสรรหาคนเก่งในยุคปัจจุบัน

เด็กจบใหม่เตรียมตัวให้ดี ถ้ามีสมรรถนะและทักษะแบบนี้ สมัครงานที่ไหนก็ผ่านฉะลุย

หากเราถามไปยังองค์กรถึงพฤติกรรมการสมัครงานของเด็กจบใหม่มักพบว่า เด็กจบใหม่ที่มาสมัครงานนั้น การเรียกเงินเดือนสูงเกินไป  เลือกงาน  เลือกองค์กร และการขาดทัศนคติเชิงบวก  ใครเข้าข่ายแบบนี้ก็มักได้ตำแหน่งผู้ว่างงานมาครอง การทำตัวให้เป็นผู้ถูกเลือก

โดยพัฒนามีสมรรถนะและทักษะให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานจึงเป็นสิ่งที่เด็กจบใหม่ที่กำลังจะไปสมัครงานต้องทำให้ได้

การสัมภาษณ์งาน

การเรียนรู้พัฒนาตนเอง

HR หลายองค์กรมองหา คุณลักษณะ (Competencies) มองหาสิ่งเหล่านี้ในตัวผู้สมัครงานที่เป็นเด็กจบใหม่ โดยให้ความสำคัญความสามารถในการเปิดรับความรู้ใหม่และพัฒนาตนเองได้ การเป็น”น้ำครึ่งแก้ว” เป็นสิ่งที่องค์กรต้องการมากกว่าการทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว

การทำงานร่วมกับผู้อื่น

ต่อมาคือคุณลักษณะของการทำงานเป็นทีมหรือร่วมมือกับผู้อื่นเป็นคุณลักษณะที่สำคัญ  การทำงานเป็นทีมนั้นนอกจากการรับฟังคำสั่งแล้วยังต้องมีการระดมสมองคิดสิ่งใหม่ๆและแก้ปัญหาร่วมกันร่วมกันในทีม  การทำงานเป็นทีมต้องมีความเคารพซึ่งกันและกัน มีมารยาทและเชื่อใจกันอีกด้วย

นอกจากนี้ HR ยังมองหาความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ในโลกที่เทคโนโลยีล้ำสมัยสนองตอบต่อการเรียนรู้มากมาย หากเด็กจบใหม่หยุดตัวเองไว้ที่การเรียนรู้แบบเดิมๆก็คงไม่ดีแน่  ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ก้าวเข้ามาในชีวิตของผู้คนและมีผลต่อการทำงานและสร้างการความสามารถให้องค์กร หากเด็กจบใหม่ไม่สนใจที่จะเรียนรู้ก็คงไม่ดีแน่

team work

ในส่วนของทักษะต่าง ๆที่ องค์กรต้องการให้เด็กจบใหม่มีและมีพน้อมสำหรับนำมาใช้สนับสนุนการทำงานได้แก่   ทักษะด้านการสื่อสาร (เป็นสิ่งสำคัญอย่างงยิ่งในทุกยุคทุกสมัย การสื่อสารเป็นตัวเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน เพื่อให้ทุกคนให้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน หากขาดทักษะด้านการสื่อสารแล้วก็จะทำให้งานเกิดประสิทธิผลช้า เกิดการสับสนในการทำงาน

ทักษะด้านภาษา

แน่นอนว่าคือภาษาอังกฤษ และยังรวมไปถึง ภาษาที่ 3 อย่าง ภาษาจีนหรือ ภาษาญี่ปุ่น ฯ และยิ่งหากเป็นบริษัทที่ต้องร่วมงานกับชาวต่างชาติ ยิ่งมีความสำคัญมาก

ทักษะเฉพาะทาง

ทักษะเฉพาะตามสายอาชีพ เช่น มีความเป็นครูที่มีความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียน  เป็นวิศวกรที่ใช้เครื่องมือต่างๆได้ดี     เป็นนักบัญชีที่สามารถจัดการบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เด็กจบใหม่ส่วนใหญ่ อาจขาดประสบการณ์การทำงาน แต่คุณลักษณะ และทักษะต่าง ๆ ที่ที่กล่าวมานี้สามารถที่จะฝึกฝนตนเองได้ตั้งแต่ยังไม่จบการศึกษา ดังนั้นอย่างรอช้าเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน พัฒนาตัวเองให้โดดเด่นเพื่อเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพเข้าตาองค์กร