อยากผ่านโปร ไม่ยาก ทำตามเคล็ด(ไม่)ลับ รับรองผ่านฉลุย

ก่อนอื่นก็ต้องแสดงความยินดีกับผู้สมัครงาน ที่สามารถหางานได้ และก็เข้าไปสู่การทำงานในองค์การ ซึ่งก็ต้องอยู่ในช่วงโปร  หรือ  ที่เรียกเต็มๆว่า  probationary period  ในช่วงนี้นี่เองที่จะเป็นการชี้ชะตาว่าคุณจะได้ไปต่อหรือไม่ หรือต้องออกมาหางานใหม่อีกรอบ

บางคนก็คิดว่าช่วงโปร นี้บริษัทไม่ใส่ใจอะไรยังไงก็ต้องจ้างคุณต่อ กลับไปคิดใหม่ได้เลยเพราะนี่ไม่ใช่โลกของการเรียนที่มีอาจารย์คอยช่วย  แต่นี่คือโลกจริงของการทำงานหาดคุณทำงานไม่ดีไม่มีบริษัทไหนที่จะใช้เงินจ้างคุณต่อแน่ๆ   รู้แบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าต้องกลัวจนไม่เป็นอันทำอะไร ที่บอกไว้เพื่อให้คุณได้มีแรงจูงใจในการทำงานที่ดี  และเรายังเอา เคล็ด(ไม่)ลับ เพื่อให้สามารถผ่านโปร มาบอกกันด้วย

  1. ทำเต็มที่ อย่าคิดว่าเล่นๆ ต้องทำงานจริง ๆ อย่างที่บอกไปแล้วนี้คือสนามจริง ทำให้เพื่อนร่วมงานมองว่าคุณเป็นคนจริงจังกับการทำงาน ไม่ทำงานให้ส่งผลกระทบต่อองค์กร คุณควรแสดงให้นายจ้างเห็นถึงความกระตือรือร้นและแรงจูงใจในการทำงาน
  2. มาทำงานตรงเวลา มาถึงที่ประชุมก่อนการประชุมจะเริ่ม และทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จตามกำหนด รวมไปถึงแต่งกายมาทำงานให้สุภาพเหมาะสมถูกกาลเทศะอีกด้วย
  3. นอกจากนี้คุณควร “เข้าเมืองตาหลิ่ว ให้หลิ่วตาตาม” สังเกตว่าพนักงานคนอื่น ๆ มีพฤติกรรมต่อกันอย่างไร และพยายามปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรให้ได้ รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้อาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่ถ้าคุณทำได้ จะช่วยให้กลมกลืนกับองค์การ
  4. ทำเต็มร้อยหรือมากกว่าร้อยทำงานให้สำเร็จโดยไม่บ่น เมื่อทำเสร็จแล้ว ของานเพิ่มโดยที่นายจ้างไม่ต้องร้องขอ และทำทุกงานอย่างเต็มที่ให้ได้คุณภาพที่ดี ฟังขั้นตอนการทำงานอย่างตั้งใจและอย่ากลัวที่จะถามหากมีข้อสงสัย
  5. แสดงให้หัวหน้าเห็นว่าคุณใส่ใจในทุกรายละเอียดโดยการทำตามขั้นตอนอย่างครบถ้วนและคำนึงถึงคุณภาพของผลงาน จงทำมันออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
  6. ใส่ใจและรับฟังในความคิดเห็นของหัวหน้าที่มีต่อการทำงานของคุณ การถามหัวหน้าว่า มีอะไรที่ยังต้องปรับปรุงหรือไม่ มันสะท้อนให้เห็นว่าคุณมีความใส่ใจและกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
  7. ไม่เล่นโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ระหว่างทำงาน
  8. พูดคำขอบคุณให้ติดปาก  ทำให้พวกเพื่อนร่วมงานรู้ว่าคุณซาบซึ้งเพียงใดกับโอกาสที่คุณได้เรียนรู้และประสบการณ์อันมีค่าที่ได้ทำงานร่วมกับพวกเขา

เห็นไหมไม่มีอะไรยาก เพราทุกอย่างนั้นหากตั้งอยู่บนความตั้งใจในการทำงานก็จะสามารถทำให้คุณมีผลงานที่ดีและผ่านการทดลองงานได้ไม่ยาก

 

นักศึกษาจบใหม่กับการวางแผนชีวิตการทำงาน

เมื่อจบการศึกษา จุดมุ่งหมายแรกของหลายคนก็คือการเข้าสู่ชีวิตการทำงาน เหมือนเป็นสิ่งที่ทำตามกันมาและถูกบอกว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ และมีบางคนที่เลือกจะเรียนต่อแต่ถ้าเทียบแล้วก็ค่อนข้างน้อย หลายคนต้องรีบสมัครงานเพื่อลดภาระของทางบ้าน  บางคนโชคดีกว่านั้นที่มีบริษัทจองตัวให้ทำงาน อาจจะเพราะมี  อานิสงส์จากการฝึกงาน หรือ มีผลงานน่าสนใจตั้งแต่ตอนเรียน หรืออาจจะมีรุ่นพี่เห็นแววดึงไปช่วยงาน เราจะเห็นว่าเส้นทางในการเข้าสู่โลกของการทำงานของแต่ละคนจะต่างกันออกไป

แม้มันดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ที่เมื่อเรียนจบ ก็เข้าสู่ การหางาน และ การสมัครงาน แต่ในความเป็นจริงหาพิจารณาดีๆเรื่องของการทำงานควรที่จะได้ผ่านการพิจารณาให้ดี การวางแผนชีวิตการทำงาน เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เรื่องนี้ควรถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เป็นการเตรียมความพร้อมให้ว่าที่บัณฑิตก่อนออกมาสู่โลกการทำงาน เพราะถ้ามีการให้ความรู้กันอย่างจริงจังเราจะได้บัณฑิตที่มีคุณภาพพร้อมสู่ตลาดแรงงาน ไม่เพียงแต่มีบัณฑิตป้ายแดงที่เฮโลไปสมัครงานตามๆกันไป

บางมหาวิทยาลัยอาจมีการเตรียมการในเรื่องนี้โดยจัดระบบแนะแนวกันจริงจัง แต่ถ้าหากใครไม่ได้ผ่านการแนะนำมาละก็เราอยากฝากแนวคิดในเรื่องการวางแผนชีวิตการทำงานไว้สักนิด น่าจะช่วยให้การเริ่มต้นชีวิตในโลกการทำงานของเด็กจบใหม่หลายๆคนมีความสดใสมากขึ้น

อย่าลืมที่จะ ทำความรู้จักตัวเอง ด้วยการตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า ทักษะที่โดดเด่นและจุดด้อยของคุณคืออะไร คุณชอบทำ  สนใจอะไรเป็นพิเศษ สิ่งเหล่านี้จะเชื่อมโยงไปที่การเลือกสมัครงานของคุณ บางคนไม่ชอบการทำงานที่ต้องเจอคนเยอะๆ แต่ดันไปสมัครงานตำแหน่งธุรการประสานงาน บางคนชอบการเจอผู้คน มีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่ไปสมัครงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์ที่ต้องจมกับข้อมูล แบบนี้ก็อาจไม่ค่อยถูกที่ถูกทาง

การวางเป้าหมายให้ชัดเจนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อย่างเฉพาะเจาะจง และเป็นไปได้จริงจะทำให้คุณมองเห็นเส้นทางเดินในชีวิตที่ชัดเจนขึ้น  เมื่อรู้เป้าหมายแล้วก็ประเมินศักยภาพของตัวเอง แล้วดูว่ามีอะไรที่ต้องปรับปรุง หรือเรียนรู้เพิ่มเติมบ้าง จากนั้นวางแผนเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้  อย่าลืมที่จะตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด  เช่น ถ้ารู้ว่าจะทำงาน 2 ปี ในสาขาที่จบมา เก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศเรียนภาษาและเปิดประสบการณ์ให้ตัวเอง 1 ปี จากนั้นกลับมาจะมาสมัครงานในสิ่งที่ค้นพบว่าชอบ แบบนี้ก็ดูทำให้ชีวิตการทำงานมีสีสันไม่น้อย

และหากคำตอบ สำหรับการวางแผนชีวิตชัดเจนว่าจะหางานทำทันทีที่เรียนจบ ก็จงหางานที่ใช่  หลังจากรู้ศักยภาพและความต้องการของตัวเราเองแล้ว จงพิจารณางานที่เหมาะกับคุณ และเป็นงานที่สามารถเสริมให้คุณสามารถพัฒนาตนเองได้ หากได้งานที่มีเงินเดือนเพียงพอต่อการดูแลตัวเองไม่เดือดร้อนครอบครัวจะดีมาก

 

 

 

มาดูอีกชุดคำถาม เพื่อการเตรียมพร้อมสู่การสัมภาษณ์งานให้ได้งาน

การเตรียมความพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก นอกจากเรื่องบุคลิกภาพ การแต่งกายที่ การเตรียมพร้อมสำหรับคำถาม รวมถึงข้อมูลบริษัทก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน  ผู้สมัครงานสามารถเตรียมตัวสำหรับแนวคำถามต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับตัวเองได้  วันนี้เรานำอีกชุดคำถามที่พบเจอได้บ่อยครั้งในการสัมภาษณ์มาบอกให้รู้เพื่อที่ผู้สมัครงานจะได้เตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งานที่หวังผลได้

 

  1. ท่าที่สบายๆของกรรมการ และการให้คุณ “เล่าเรื่องของคุณให้เขาฟังหน่อย”

เรื่องของคุณ  คำนี้จำไว้ว่าไม่ใช่  การเล่าเรื่องส่วนตัว เช่น คุณเป็นคนอย่างไร ชอบอะไรหรือมีงานอดิเรกอะไร ควรเน้นเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของคุณ เรียนจบอะไรมา มีประสบการณ์การทำงานอะไรมาบ้าง และยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมประกอบด้วยจะดีมาก

 

  1. ท่าทางจริงจังและคำถามที่ว่า “ทำไมเราควรจ้างคุณ”

คุณสามารถตอบได้ว่าคุณเป็นผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้โดยให้เหตุผลที่เหมาะสมเพิ่มเติม ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องรู้เพื่อจะตอบคำถามนี้ให้ได้ดีคือ รายละเอียดของตำแหน่งงานและบริษัทที่คุณสมัคร และสิ่งที่คุณจะสามารถให้กับองค์กรได้

 

  1. ไม่ใช่ว่าเขาลองภูมิ แต่เขาอยากรู้จริงๆว่า คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทของเขาบ้าง

คุณจำเป็นที่จะต้องรู้และเข้าใจรายละเอียดที่สำคัญของบริษัทนั้นๆ เช่น ประวัติบริษัท ผลิตภัณฑ์ ภาพลักษณ์องค์กร กลุ่มลูกค้า เพื่อแสดงให้บริษัทที่เราไปสัมภาษณ์เห็นว่าคุณมีความพร้อม และต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนั้นอย่างแท้จริง

 

  1. ร้อยละ 90 จะถูกถามว่า ทำไมคุณจึงสนใจงานนี้

ให้ตอบโดยเน้นไปที่ตัวงาน ไม่ใช่เงินเดือน สวัสดิการที่ดีกว่า เช่น งานนี้มีความท้าทาย ทำให้ได้พัฒนาความสามารถไปอีกขั้นหนึ่ง อย่าไปตอบว่าเพราะใกล้บ้าน เพราะเพื่อนชวน มันดูไม่เป็นมืออาชีพ

 

  1. รับมือยังไง เมื่อต้องพูดถึง ข้อด้อยของคุณให้ดูไม่ด้อยจนเกินไป

คุณสามารถพูดถึงข้อด้อยของตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมาแต่ควรเป็นสิ่งที่คุณได้พยายามแก้ไขจนดีขึ้นแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับที่เพียงสื่อสารได้ แต่กำลังพัฒนาความสามารถด้านนี้อยู่ด้วยวิธีการอะไรก็ว่าไป

 

  1. ไม่ต้องเป็นผู้บริการ ก็สามารถถูกถามได้ว่า “เป้าหมายระยะยาวของคุณคืออะไร”

คุณสามารถตอบได้ตามความฝันของคุณ เช่นอยากนั่งตำแหน่งหัวหน้างาน อย่างไรก็ตามควรพิจารณาเลือกเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ตามกรอบเวลานั้น และควรยกตัวอย่างประกอบด้วยว่าคุณวางแผนอย่างไรที่จะไปถึงเป้าหมาย จะดีมาก

 

อยากให้ผู้สมัครงานทุกคนที่เข้าสู่การสัมภาษณ์งานการตอบคำถามในการสัมภาษณ์งาน ตามความเป็นจริงนั้นดีที่สุด ไม่ต้องอาศัยการท่องจำจนขาดความเป็นธรรมชาติ และควรมีหลักฐานหรือตัวอย่างสนับสนุนคำพูดของคุณเสมอ อย่างนี้จะทำให้กรรมการสัมผัสถึงความจริงใจและความพร้อมของคุณได้โอกาสได้งานไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

 

 

 

 

เมื่อต้องเปลี่ยนสายงาน ทำอย่างไรให้มีโอกาสได้งาน

 โลกของการทำงานทุกวันนี้ ในตำแหน่งงานหนึ่งนั้นเปิดรับผู้ที่มีความสามารถที่ไม่ต้องจบมาโดยตรง และหากมีประสบการณ์หรือสามารถแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถก็เข้ามาทำงานในตำแหน่งนั้นๆได้  เราจึงเห็นว่ามีหลายคนที่ทำงานไปแล้วไปสมัครงานข้ามสายงาน  เช่น คนที่เคยเป็นนักการธนาคารไปสมัครงานไอที  คนที่เคยเป็นนักบัญชีไปสมัครงานเป็นนักการตลาด หมอฟันไปสมัครงานเป็นผู้วิเคราะห์การลงทุน  มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนเราจะไปทำงานในสายอาชีพที่ไม่มีความใกล้เคียงกับงานเดิมที่เราทำ แต่ถ้าใจรักและอยากที่จะทำจริงๆย่อมทำได้  และถ้าคุณคือหนึ่งคนที่กำลังอยากเปลี่ยนสายงาน และมุ่งหวังจะได้งาน ลองทำตามข้อแนะนำของเราดูสักหน่อย คิดว่านี่จะเป็นหนึ่งแนวทางที่จะพาคุณไปสู่อาชีพในฝันได้

  1. ก่อนจะเปลี่ยนสายงาน ต้องค้นหาตัวเอง สำรวจตัวเอง โดยเราต้องค้นหาเหตุผลของตัวเองให้เจอก่อนว่าทำไมถึงต้องการเปลี่ยนสายงาน สิ่งที่ต้องการทำจริงๆคืออะไร เพราะอะไร เมื่อแน่ใจแล้วว่าต้องการเปลี่ยนสายงานจริงๆ มีเหตุผลมารองรับ อย่าเปลี่ยนสายงานเพราะเพียงอารมณ์ชั่วครู่ ความไม่พอใจในงานหรือเพื่อนร่วมงาน
  2. รู้ให้จริงเกี่ยวกับงานที่สนใจ ศึกษาให้รู้จักแวดวงของวิชาชีพที่เราอยากเข้าไปทำ บางคนอยากเปลี่ยนสายงานเพราะรู้มาว่าได้ค่าตอบแทนสูงนี่อาจยังไม่พอ คุณควรต้องรู้ทิศทางการเติบโตของสายงานนั้นๆ อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าแวดวงนี้จะเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า ความต้องการแรงงานจะยังคงมีหรือไม่
  3. ศึกษาให้ดีว่าหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานที่สนใจต้องทำอะไร ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร และคนที่มีคุณสมบัติแบบไหนที่จะได้เป็นผู้นำในสายอาชีพนั้นๆ คุณสามารถดู ข้อมูลจากการเปรียบเทียบการกำหนดคุณสมบัติในประกาศรับสมัครงาน ดูหน้าที่รับผิดชอบจาก Job Description และศึกษาต้นแบบของคนในวิชาชีพนี้ที่ประสบความสำเร็จ  รวมทั้งศึกษา Career Path ของงานที่สนใจด้วยว่ามีโอกาสเติบโตก้าวหน้าได้ขนาดไหน
  4. เปลี่ยนทัศนะคติในการเรียกเงินเดือน การสมัครงานในสายงานใหม่นั้น ถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ การเรียกเงินเดือนที่สูงเกินไปอาจจะไม่ใช่เรื่องดี ผู้สมัครต้องตระหนักเสมอว่าตนไม่มีประสบการณ์ในสายงานนั้นๆมาก่อน
  5. ทำให้ตัวเองพร้อมต่อการเข้าสู่สนามการแข่งขัน เพราะคุณกำลังจะไปทำตัวเองให้เป็นตัวเลือกที่ดีโดยมีผู้ร่วมแข่งขันคือคนที่อยู่ในวิชาชีพมาก่อนหรือจบมาตรงสาขาและมีประสบการณ์อะไรจะทำให้คุณน่าสนใจ การมีข้อได้เปรียบ  เช่น คะแนนภาษาอังกฤษ การผ่านคอร์สฝึกอบรม ก็อาจช่วยได้

 

ทำให้นายจ้างเห็นว่าคุณคือผู้สมัครงานที่พร้อมจะทำงานอย่างมืออาชีพ

 

ในการสมัครงานนั้นคุณจะถูกประเมินเพื่อเปรียบเทียบกับผู้สมัครงานรายอื่น การแข่งขันกับตัวเองและการสร้างความโดดเดนให้คุณมีความน่าสนใจจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ ภายในเวลาสัมภาษณ์งานอาจจะใช้เวลาเพียง 10-30 นาที ต่อการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานหนึ่งคน จงใช้เวลานั้นแสดงให้นายจ้างเห็นว่าคุณคือผู้สมัครงานที่พร้อมจะทำงานอย่างมืออาชีพ  การฝึกในตัวเองให้มีความเป็นมืออาชีพสามารถทำได้เพียงคุณทำตามข้อแนะนำของเรา รับรองว่านายจ้างต้องมองเห็นคุณสมบัติดีๆในตัวคุณ ถ้าอยากเป็นมืออาชีพแล้วมาดูกันว่าคุณต้องพัฒนาให้ตัวเองมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

  1. ไม่เกี่ยงงานและไม่ย่อท้อต่อต่ออุปสรรคในการทำงาน การมีข้อแม้ อาทิ ไม่อยากทำงานไกล ไม่อยากออกไปทำงานข้างนอก ไม่อยากตื่นเช้า  เหตุผลเช่นนี้ทำให้หลายคนพลาดการได้งาน จงหยุดการใช้ข้ออ้างและการสร้างเงื่อนไข เพราะมืออาชีพจะไม่ทำเช่นนี้แน่นอน
  2. ปรับทัศนคติให้เข้าใจโลกการทำงานว่าไม่มีงานไหนหรอกที่จะสบาย งานทุกงานล้วนต้องอาศัยความพยายาม และความมุ่งมั่งกันทั้งนั้น ไม่ควรจะเลือกงาน หรือปัดหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะงานเล็กหรือใหญ่
  3. พยายามทำงานที่หลากหลาย จะช่วยเปิดโลกทัศน์ในการทำงาน จะทำให้คุณมีมุมมองจ่อการจัดการอุปสรรคได้ดีขึ้น และนี่คือสิ่งที่มืออาชีพหลายคนเขาทำกัน
  4. รู้จักจัดสรรและตรงต่อเวลาไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยไร้ประโยชน์ หลายคนอาจคิดว่า งานเยอะต้องยืดเวลาออกไป แต่มืออาชีพจะรู้จักวางแผนและมีการจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม และทำงานทุกอย่างเสร็จตรงตามเวลาที่กำหนดไว้
  5. มืออาชีพจะตรวจทานหาข้อผิดพลาดก่อนส่งมอบงาน และพร้อมที่จะรับผิดชอบหากงานที่ทำเกิดข้อผิดพลาดที่ไม่สามารถควบคุมได้ ที่จะต้องทำ
  6. มืออาชีพจะรูว่าอะไรควรทำก่อนหรือหลัง สามารถทำงานตามกระบวนการขั้นตอนที่วางแผนไว้ ลดความสับสน และไม่เป็นระเบียบ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างทำงาน หน้าที่ใดก็ตามที่ตนเองได้รับมอบหมาย จงทำมันอย่างเต็มที่ และซื่อตรงกับงานให้มากที่สุด สิ่งสำคัญในการทำงานให้เป็นมืออาชีพคือ พยายามสร้างความผิดพลาดให้น้อยที่สุด หรือแทบจะไม่มีเลย
  7. รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและรู้จักแสดงความคิดเห็นต่อที่สาธารณะทักษะการสื่อสารฟังและพูด ถือเป็นอีกทักษะสำคัญ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นอย่างมาก หากคุณอยากจะทำงานแบบเป็นมืออาชีพแล้วนั้น คุณต้องกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาดของตนเอง ต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น
  8. หมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอด ไม่หยุดอยู่กับที่ ต้องรู้จักยืดหยุ่น ปรับตัวและไม่ยึดตัวกับกระบวนการเดิม ๆ และการทำงานแบบมือชีพนั้น คือต้องทำงานได้ทุกรูปแบบ รู้จักวางแผนและกำหนดวิธีการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาได้อย่างทันท่วงที