ต่อสู้อย่างไรในสงครามสรรหาคนเก่ง เพื่อให้ได้ผู้สมัครงานที่ตรงความต้องการขององค์กร

การสรรหาผู้สมัครงานที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ว่างให้ได้รวดเร็วที่สุด เพื่อลดค่าใช้จ่ายและให้ทันต่อการใช้งานเป็นความท้าทายขององค์กรเป็นอย่างมากยิ่งในสถานการณ์ที่องค์กรต่างก็แข่งขันสรรหาผู้สมัครงานที่เป็นคนเก่งมาร่วมงาน แบบนี้แล้วองค์กรจะรับมืออย่างไร

การสร้างแรงดึงดูดให้คนเก่งวิ่งเข้ามาหาองค์กรเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรยุคใหม่ควรนำไปพิจารณาวิธีการแบบนี้คล้ายกับการทำมาร์เก็ตติ้ง ตำแหน่งงานว่างคือสินค้า ผู้สมัครงานคือลูกค้า หากคุณรู้ว่าองค์กรต้องการคนแบบไหนละคุณสามารถที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้โดยนำเสนอภาพลักษณ์องค์การ   แผนการดูแลและพัฒนาบุคลากร  และสื่อสารข้อมูลเหล่านี้ไปยังผู้สมัครงาน

ประกาศรับสมัครงาน

สร้างแรงจูงใจจากค่าตอบแทนและสวัสดิการ

กำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สูสีกับบริษัทอื่น ๆ ในแวดวงเดียวกัน โอกาสที่ผู้สมัครคุณสมบัติดี ๆ จะสนใจก็ย่อมมีมากขึ้น ในส่วนนี้ต้องศึกษาให้ดีว่าองค์กรของคุณมีความสามารถจ่ายได้เพียงใดแต่ถ้าจ่ายได้ต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป ตำแหน่งงานของบริษัทก็อาจจะถูกมองข้ามไปเลยก็ได้

ลงประกาศตรงกลุ่มเป้าหมาย

ประกาศรับสมัครที่สื่อสารออกไปยังหางาน ต้องทำผ่านสื่อที่เข้าถึงได้ง่าย เช่นการประกาศสมัครงานผ่านทางออนไลน์ โดยต้องดูผ่านสมาร์ทโฟนได้ ใช้ Social network ให้เป็นประโยชน์ข้อมูลลงประกาศต้องชัดเจน ครบถ้วน และถูกต้องทั้งบ่งบอก เนื้องานและผลตอบแทน ทำรูปแบบของประกาศรับสมัครงานให้น่าสนใจ ออกแบบให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ระบุข้อความที่เชิญชวนและทำให้รู้ว่าคุณกำลังสรรหาคนที่จะมาร่วมสร้างสรรค์องค์กร

หากบริษัทของคุณมี Facebook page รวมทั้ง Social network อื่น ๆ ก็จงใช้เป็นช่องทางในการประกาศรับสมัครงานและสื่อสารภาพลักษณ์ขององค์กร วิธีการนี้สามารถทำได้โดยให้พนักงานขององค์กรสื่อสารข้อดีขององค์กรออกไปอย่างไม่เป็นทางการ

เข้าร่วมโครงการคัดสรรบุคลากรกับหน่วงงานต่างๆ

การเข้าไปสรรหาผู้สมัครและคนที่เหมาะกับการมาร่วมงานกับองค์กรจากสถาบันการศึกษาโดยตรง เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่คุณสามารถจองตัวคนเก่งได้ โดยสามารถทำได้ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษา  การจัดมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษา ยังช่วยในเรื่องภาพลักษณ์องค์กรอีกด้วย

คัดสรรจากบุคลากรที่พัฒนาได้

มองหาพนักงานใหม่จากกลุ่มเด็กฝึกงานที่มีแวว  เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวนักศึกษาและองค์กรที่สามารถประเมินผลงานการทำงานจริงๆ การยื่นข้อเสนอการจ้างงานต่อกับเด็กกลุ่มนี้ทำให้ลดขั้นตอนการคัดเลือกลงไปไก้มาก

อีกหนึ่งทางเลือกในการหาคนเก่งมาทำงานให้ทันเวลา และมั่นใจได้ว่าจะเป็นคนที่มี DNA เดียวกับองค์กรคือ การใช้บริการมืออาชีพจะช่วยลดความยุ่งยาก และองค์กรสามารถคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นที่ผ่านเกณฑ์ได้ง่ายขึ้น

สมัยนอกจากคุณวิ่งเข้าหางาน องค์กรเองก็ต้องวิ่งหาคนเก่งเพื่อจีบให้มาทำงานด้วย การที่องค์การทำตัวให้เนื้อหอมก็ยิ่งจะทำให้เจอเนื้อคู่ที่จะมาร่วมงานที่เหมาะสมมากขึ้น ดังนั้นองค์กรต้องใส่ใจในรายละเอียดของข้อมูลที่ให้และรูปแบบที่ใช้ในกระบวนการสรรหาผู้สมัครงานให้มาก และต้องตอบโจทย์โลกของการแข่งขันในสงครามสรรหาคนเก่งในยุคปัจจุบัน

เด็กจบใหม่เตรียมตัวให้ดี ถ้ามีสมรรถนะและทักษะแบบนี้ สมัครงานที่ไหนก็ผ่านฉะลุย

หากเราถามไปยังองค์กรถึงพฤติกรรมการสมัครงานของเด็กจบใหม่มักพบว่า เด็กจบใหม่ที่มาสมัครงานนั้น การเรียกเงินเดือนสูงเกินไป  เลือกงาน  เลือกองค์กร และการขาดทัศนคติเชิงบวก  ใครเข้าข่ายแบบนี้ก็มักได้ตำแหน่งผู้ว่างงานมาครอง การทำตัวให้เป็นผู้ถูกเลือก

โดยพัฒนามีสมรรถนะและทักษะให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานจึงเป็นสิ่งที่เด็กจบใหม่ที่กำลังจะไปสมัครงานต้องทำให้ได้

การสัมภาษณ์งาน

การเรียนรู้พัฒนาตนเอง

HR หลายองค์กรมองหา คุณลักษณะ (Competencies) มองหาสิ่งเหล่านี้ในตัวผู้สมัครงานที่เป็นเด็กจบใหม่ โดยให้ความสำคัญความสามารถในการเปิดรับความรู้ใหม่และพัฒนาตนเองได้ การเป็น”น้ำครึ่งแก้ว” เป็นสิ่งที่องค์กรต้องการมากกว่าการทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว

การทำงานร่วมกับผู้อื่น

ต่อมาคือคุณลักษณะของการทำงานเป็นทีมหรือร่วมมือกับผู้อื่นเป็นคุณลักษณะที่สำคัญ  การทำงานเป็นทีมนั้นนอกจากการรับฟังคำสั่งแล้วยังต้องมีการระดมสมองคิดสิ่งใหม่ๆและแก้ปัญหาร่วมกันร่วมกันในทีม  การทำงานเป็นทีมต้องมีความเคารพซึ่งกันและกัน มีมารยาทและเชื่อใจกันอีกด้วย

นอกจากนี้ HR ยังมองหาความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ในโลกที่เทคโนโลยีล้ำสมัยสนองตอบต่อการเรียนรู้มากมาย หากเด็กจบใหม่หยุดตัวเองไว้ที่การเรียนรู้แบบเดิมๆก็คงไม่ดีแน่  ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ก้าวเข้ามาในชีวิตของผู้คนและมีผลต่อการทำงานและสร้างการความสามารถให้องค์กร หากเด็กจบใหม่ไม่สนใจที่จะเรียนรู้ก็คงไม่ดีแน่

team work

ในส่วนของทักษะต่าง ๆที่ องค์กรต้องการให้เด็กจบใหม่มีและมีพน้อมสำหรับนำมาใช้สนับสนุนการทำงานได้แก่   ทักษะด้านการสื่อสาร (เป็นสิ่งสำคัญอย่างงยิ่งในทุกยุคทุกสมัย การสื่อสารเป็นตัวเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน เพื่อให้ทุกคนให้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน หากขาดทักษะด้านการสื่อสารแล้วก็จะทำให้งานเกิดประสิทธิผลช้า เกิดการสับสนในการทำงาน

ทักษะด้านภาษา

แน่นอนว่าคือภาษาอังกฤษ และยังรวมไปถึง ภาษาที่ 3 อย่าง ภาษาจีนหรือ ภาษาญี่ปุ่น ฯ และยิ่งหากเป็นบริษัทที่ต้องร่วมงานกับชาวต่างชาติ ยิ่งมีความสำคัญมาก

ทักษะเฉพาะทาง

ทักษะเฉพาะตามสายอาชีพ เช่น มีความเป็นครูที่มีความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียน  เป็นวิศวกรที่ใช้เครื่องมือต่างๆได้ดี     เป็นนักบัญชีที่สามารถจัดการบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เด็กจบใหม่ส่วนใหญ่ อาจขาดประสบการณ์การทำงาน แต่คุณลักษณะ และทักษะต่าง ๆ ที่ที่กล่าวมานี้สามารถที่จะฝึกฝนตนเองได้ตั้งแต่ยังไม่จบการศึกษา ดังนั้นอย่างรอช้าเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน พัฒนาตัวเองให้โดดเด่นเพื่อเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพเข้าตาองค์กร

คนตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศควรจะรู้อะไรบ้าง

แผนกเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในหน่วยงานที่มีความหมายมากพอๆกับแผนกอื่น เนื่องมาจากข้าราชการในส่วนงานต่างๆนั้นจึงควรใช้งาน

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกันทั้งหมดทั้งปวง จะต้องมีการตรวจดูเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อรูปแบบการทำงานของแผนกเทคโนโลยีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนี้มีมาตรฐานที่ดีแล้วก็มีความเป็นมือโปรมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคนที่สำรวจระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญสูงด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศ และก็ควรจะที่จะรู้ถึงกฎพื้นฐานทั่วๆไปสำหรับในการสำรวจดังนี้ 1. คนตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองจะเข้าไปทำพิจารณา แน่ๆว่าควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีแล้วก็งานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งนอกเหนือจากวิชาความรู้ทางด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์รวมทั้งอุปกรณ์แล้วนั้น จำเป็นต้องทราบถึงส่วนประกอบข้างนอกหรือส่วนประกอบต่างๆทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศด้วย ซึ่งถ้าหากเจอปัญหาระหว่างการตรวจทานขึ้นมาจะได้รู้อย่างถี่ถ้วนถึงปัจจัยและก็ปัญหาของการใช้งาน ต้องการหาพนักงาน เครื่องมือติดต่อสื่อสารนั้นๆเพื่อได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเยอะที่สุด 2. คนตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎที่ต้องปฏิบัติมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยแล้วก็ พระราชบัญญัติ คอมพิวเตอร์ เพื่อมีการปฏิบัติงานได้อย่างง่ายดายโดยไม่ขัดกับข้อกำหนดกฎหมายใดๆก็ตามทั้งยังยังทราบถึงมาตรฐานของด้านเทคโนโลยีสารสนเทศว่าควรจะพิจารณาเพื่อเป็นไปในแนวทางใด เพื่อหน่วยงานเป็นมือโปรแล้วก็เป็นหน่วยงานที่มีคุณภาพในด้านการพิจารณาข้อมูลมากเพิ่มขึ้น 3. คนตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องมี CISA Certification เพื่อมีโปรไฟล์ส่วนตัวที่มีมาตรฐานและก็เป็นตัวรับรองถึงวิชาความรู้ความรู้ความเข้าใจในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างแท้จริง ซึ่งตามหน่วยงานส่วนมากถ้าเกิดมีใบประกาศนียบัตรนั้นนับว่าเป็นตัววัดขีดความสามารถเฉพาะด้านอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดคนตรวจสอบโนเนมกับคนที่ตรวจตราเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีใบประกาศนั้น หน่วยงานโดยมากจะเลือกให้คนที่มีใบประกาศหรือประกอบวิชาชีพเฉพาะด้านเข้ามาปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งกว่า ด้วยเหตุว่าเป็นตัวประกันว่าบุคคลนั้นมีความรู้และมีความเข้าใจดังที่มาตรฐานกำหนดไว้ 4. แน่ๆว่าคนตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นจำเป็นต้องมีความเข้าใจอย่างต่ำพื้นฐานด้านเทคนิค อีกทั้งในส่วนการปฎิบัติงานของตัวเอง แล้วก็คณะทำงานที่จะจะต้องเข้าไปปฎิบัติหน้าที่เพื่อเข้าไปขจัดปัญหาต่างๆอันมีสาเหตุมาจากการพิจารณาแล้วเจอจุดบกพร่องรวมทั้งสามารถขจัดปัญหานั้นได้อย่างเร็วโดยที่ไม่ต้องรอคอยค้นหาข้อมูลหรือไต่ถามจากบุคคลอื่นก่อน เพราะจะมีผลให้เสียเวล่ำเวลาแล้วก็ควรจะมีการทำงานที่เป็นขั้นตอนอีกเยอะแยะกว่าจะได้รับการจัดการปัญหาพวกนั้นได้ เพราะฉะนั้นคนตรวจสอบหรือผู้ทำงานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ควรจะที่จะเรียนรู้ใส่ความทราบเสริมเติมอยู่เสมอเวลา โดยการต่อว่าดตามข่าวต่างๆจากแหล่งข้อมูลซึ่งสามารถเข้าถึงวิชาความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโดยตรง และก็กระทำอัพเดทเวอร์ชั่นรวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆให้พร้อมใช้งานได้แบบยุคใหม่ที่สุดเพื่อทันสมัยดิจิตอล ซึ่งสิ่งกลุ่มนี้จะมีคุณประโยชน์ต่อหน่วยงานเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุดังกล่าวคนตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องมีวิชาความรู้ความชำนาญในเรื่องที่ตัวเองควรต้องเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ แล้วก็ทราบกฎเกณฑ์แล้วก็แนวทางฐานรากของงานที่ทำ ทั้งแม้มีใบประกาศนียบัตรประจำตัวไว้ก็เกิดเรื่องที่ดี ซึ่งจะมีหน่วยงานต่างๆให้การสารภาพเยอะขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย

6 คุณสมบัติของเด็กจบใหม่ที่นายจ้างการมองว่าน่าสนใจกว่าคนเจนงาน

เด็กจบใหม่มักจะถูกมองและมองตัวเองว่าไม่อาจสู้กับผู้สมัครงานที่มีประสบการณ์ได้ จริงแล้วไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไปเพราะเด็กจบใหม่ก็มีคุณสมบัติบางอย่างที่ทำให้นายจ้างสนใจจ้างงานมากกว่าการจ้างงานผู้สมัครงานที่มีประสบการณ์

คุณสมบัติที่นายจ้างมองเห็นในตัวผู้สมัครงานที่เป็นเด็กจบใหม่

  1. ไฟแรงเฟ่อ !!! ร้อนวิชาและมีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน ส่วนคนทำงานมานานนั้นมักทำงานด้วยความชิน แต่สำหรับเด็กจบใหม่ทุกอย่างคือความท้าทาย  พร้อมปล่อยของทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
  2. เติมลงไปได้อีกมาก ไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว พร้อมปล่อยของ และยังเป็นน้ำครึ่งแก้วที่พร้อมเปิดรับความรู้ใหม่ ๆ เพื่อที่จะพัฒนาทักษะ และศักยภาพในการทำงานสามารถทำพัฒนาศักยภาพตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
  3. ไม่รีรอ ไม่คิดเยอะ กล้าได้กล้าเสีย พร้อมจะเสี่ยง ไม่กลัวการก้าวพลาด ทำงานแบบถึงไหนถึงกัน เมื่อผิดพลาดพร้อมที่จะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมจะเดินหน้าแก้ไข  และไม่โดยนความผิดให้ผู้อื่น
  4. ทันโลกไม่หลบอยู่หลังเขา อยากรู้ อยากเห็น พร้อมที่จะหาข้อมูลที่พวกเขาอยากรู้ และรู้จักแหล่งข้อมูลใหม่ ๆ ที่ทันสมัย ทันโลก ทันเหตุการณ์ ทันต่อโลกยุคดิจิทัล  ในขณะที่คนที่คิดว่าตัวเองเก๋าแล้วมีประสบการณ์มากจะเชื่อตัวเองและขาดการหาข้อมูล แบบนี้ทำองค์กรแย่มามากต่อมาก
  5. โฟกัสทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน ได้มากกว่าคนที่มีอายุมาก ที่มีครอบครัว เด็กจบใหม่พร้อมที่จะสละเวลาส่วนตัวบางส่วนเพื่อให้งานเดินถึงเป้าหมาย เป็นวันที่โฟกัสที่งานมากกว่าอะไรทั้งหมด เพราะต้องการสร้างฐานะและพิสูจน์คามสามารถของตัวเอง เต็มไปด้วยขุมพลังและความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในสายงาน
  6. กระตือรือร้นเป็นเรื่องปกติ โลกของการทำงาน ต้องการคนที่มีความกระฉับกระเฉงยิ่งในวันที่มีการแข็งขันกันสูงอย่างนี้แล้ว คนเก่าๆที่แก่ๆ อาจก้าวไม่ทันจังหวะการเปลี่ยนแปลง แต่เด็กจบใหม่แทบจะทุกคน พร้อมจะเอาชนะการเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง

รู้แบบนี้แล้ว เด็กจบใหม่ อย่าเพิ่งท้อใจไป ยังมีองค์กรอีกหลากหลายองค์กรที่พร้อมรับคุณเข้าทำงาน จงทำตัวเป็นเด็กจบใหม่ที่พร้อมต่อการทำงาน เส้นทางของการทำงานยังคงเปิดรับคุณอยู่เสมอเพียงแต่ว่าคุณต้องโดดเด่นพอที่องค์กรจะให้ความสนใจในตัวคุณ วันนี้นอกจากจะให้นายจ้างมายื่นข้อเสนอการทำงานให้คุณ คุณเองก็ต้องพร้อมต่อการเสนอตัวเองเพื่อให้นายจ้างมองเห็นคุณสมบัติดีๆในตัวคุณด้วยเช่นกัน

เปลี่ยนจุดด้อยให้เป็นโอกาส เมื่อคุณต้องไปสัมภาษณ์งานที่คุณขาดคุณสมบัติบางประการ

หลายองค์กรเปิดโอกาสให้ผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์งาน ทั้งนี้เพราะพิจารณาเห็นว่าอาจจะสามารถพัฒนาคนเหล่านั้นให้มีคุณสมบัติครบถ้วนได้หรือเห็นคุณสมบัติเด่นบางประการที่สามารถทดแทนคุณสมบัติด้อยบางประการได้

คุณเองก็ควรที่จะเปลี่ยนจุดด้อยให้เป็นโอกาส เรามาดูสิว่าผู้สมัครงานที่ขาดคุณสมบัติบางประการจะสามารถนำเสนอตัวเองให้เข้าตากรรมการได้อย่างไร

กรณีที่คุณมีประสบการณ์ทำงานประจำมาน้อย คุณอาจนำเสนอว่าคุณนั้นผ่านงานพิเศษสมัยเรียน ผ่านการทำกิจกรรมเป็นทีม เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยแม้ว่าประสบการณ์นั้นจะไม่สัมพันธ์กับงาน แต่คุณก็ได้เรียนรู้ทักษะบางอย่างที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต

กรณีของเด็กที่เน้นเรียนอย่างเดียวไม่เคยร่วมกิจกรรมใด ๆ เลย จงบอกออกไปให้รู้ว่าคุณสามารถที่จะจัดการกับกิจกรรมตามบทเรียนได้เป็นอย่างดี ทำงานในกำหนดระยะเวลาได้ทัน ผลงานออกมาดีอย่างไร มีความสามารถในการนำเสนอผลงานอย่างไร หากผลการเรียนดี และได้รับทุนการศึกษายังเป็นอีกจุดแข็งหนึ่งที่คุณสามารถนำมาเสนอให้คุณมีจุดเด่นขึ้นมาได้

ผลการเรียนต่ำ

หากผลการเรียนต่ำ บางคนก็ท้อแท้ที่จะสมัครงาน แต่เมื่อได้โอกาสก็ควรรักษาไว้ให้ดี หากสาเหตุของการมีผลการเรียนต่ำเกิดจากความไม่พร้อมของครอบครัวคุณจำเป็นต้องหารายได้ระหว่างเรียนทำให้การใส่ใจกับการเรียนมีน้อยลงก็พอฟังได้ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น คุณควรนำเสนอว่า แม่ผลการเรียนต่ำแต่คุณก็รับผิดชอบตัวเองจนจบการศึกษาออกมาได้  และคุณก็ได้พัฒนาตัวเองในทักษะที่มีคะแนนผลการเรียนต่ำ เพื่อเตรียมพร้อมในการทำงานแล้ว

อายุน้อยเกินไป

กรณีที่คุณมีอายุน้อยเกินไป  บางตำแหน่งงานต้องการคนที่มีอายุ เช่น 30 ปีขึ้นไปเพราะถือว่ามีวัยวุฒและประสบการณ์ ซึ่งมีผลต่อการทำหน้าที่ เช่น การตัดสินใจ การควบคุมลูกน้อง แต่ถ้าคุณอายุน้อยก็ยังสามารถที่จะนำเสนอตัวเองว่าการที่อายุน้อยนั้นมีผลดีต่องานอย่างไร เช่น คุณยินดีทำงานอย่างเต็มที่แม้จะได้เงินเดือนน้อยกว่าผู้มีประสบการณ์ ความเป็นคนรุ่นใหม่จะทำให้คุณมีไอเดียดีๆมานำเสนอกับทีม

หากคุณขาดคุณสมบัติสำคัญบางประการ ที่จำเป็นต่อการทำงานในตำแหน่งงาน คุณต้องแสดงให้เห็นว่าการที่คุณได้รับโอกาสในการเข้าทำงานคุณมีแนวทางในการพัฒนาตัวเองให้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมต่อการทำงานได้อย่างไร มีแผนในการศึกษาเพิ่มเติมอย่างไร ด้วยวิธีการใด กำหนดระยะเวลาที่จะเห็นผลเมื่อใด และคุณพร้อมที่จะลงทุนเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือพร้อมที่จะรับการสนับสนุนจากองค์กรและทำตามเงื่อนไขของการรับทุนเพื่อตอบแทนองค์กร