รู้ทัน HR สมัยนี้เขาใช้หลักการอะไรคัดเลือกพนักงานใหม่

การสมัครงานนั้นต้องรู้เขารู้เรา หากคุณกำลังหางานอยู่แน่นอนว่าหลายคนจะบอกให้คุณเตรียมตัวให้ดี เขียนเรซูเม่ให้ดี เตรียมเอกสารประกอบให้ดี เตรียมตัวในการตอบคำถามสัมภาษณ์ เลือกเครื่องแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ ทั้งหมดนั้นเป็นแนวทางในการเตรียมตัวเพื่อการสมัครงานที่ดีมากจงทำต่อไป  แต่คุณลืมอะไรไปไหมว่าคนที่จะทำหน้าที่คัดเลือกคุณเขาก็ต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณา จะดีไหมหากเราสามารถศึกษาหลักการในการคัดเลือกพนักงานใหม่ เพื่อที่จะได้นำมาประยุกต์ใช้ในการเตรียมตัว แบบนี้แล้ว ความพร้อมต่อการสมัครงานน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจริงไหม

ว่าแล้วก็มาศึกษาดันสิว่า HR เขาใช้หลักการอะไรคัดเลือกพนักงานใหม่  โดยภาพรวมของการคัดเลือกนั้น HR จะมุ่งพยากรณ์ลักษณะนิสัยใจคอของผู้สมัครงานจากพฤติกรรมในอดีตหรือพฤติกรรมในปัจจุบัน โดยจะมีกระบวนการที่จะทำให้รู้ได้ว่าคุณคือผู้สมัครงานที่องค์กรต้องการหรือไม่ดังนี้

  1. HR จะใช้วิธีสังเกตพฤติกรรม (Behavior Observation)  ตั้งแต่เริ่มเข้ามาในองค์กร ตั้งแต่การสอบถาม รปภ. หรือพนักงานต้อนรับ การวางตัวในขณะนั่งรอ  การพูดคุยกับผู้คนรอบข้าง บางครั้งอาจจะมีหน้าม้าแกล้งมาทำหน้าที่นี้เลยก็ได้  เพื่อสังเกตการมีมนุษยสัมพันธ์
  2. เขาจะให้คุณแสดงบทบาทสมมติ (Role Play)  เช่น  การเจรจาต่อรองซึ่งองค์กรได้เตรียมคู่เจรจาไว้ให้เราเรียบร้อยพร้อมกับโจทย์ที่เขาต้องการ    บางตำแหน่งอาจจะให้เราแสดงบทบาทสมมติด้านการนำเสนอ  โดยจะดูทักษะการนำเสนอการสื่อสาร รวมถึงบุคลิกภาพในการนำเสนอ วิธีเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้สมัครงานมีความสามารถหรือไม่
  3. ใช้กิจกรรมทางสังคมมาเป็นสิ่งกระตุ้นให้คุณแสดงบทบาททางสังคม (Social Role)  เช่น นำผู้สมัครงานไปเข้าแคมป์เพื่อประเมินความสามารถที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดบทบาทของตัวเองต่อสังคม การวางตัวในสังคม ภาวะผู้นำ ความมีน้ำใจ ทัศนคติในการทำงานเป็นทีม ทดสอบความอดทนผู้สมัครงานจะถูกติดตามประเมินตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่อยู่ในกลุ่มเวลาที่อยู่ในที่พักหรือแม้กระทั่งเวลารับประทานอาหาร ยิ่งในตำแหน่งผู้บริหารอาจจะถูกเชิญไปทั้งครอบครัว เพื่อดูลึกไปถึงพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของครอบครัว
  4. การสัมภาษณ์เชิงลึก (Depth Interview)  สิ่งนี้เป็นการสัมภาษณ์ที่เราคุ้นเคยกันแต่เทคนิคของกรรกมารสัมภาษณ์แต่ละคนนั้นจะต่างกันออกไปแล้วแต่ประสบการณ์ การสัมภาษณ์แบบนี้มุ่งเน้นการเจาะลึกถึงพฤติกรรมในอดีตที่เคยเกิดขึ้น โดยขอให้เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์ที่เคยเจอมาคืออะไร และกรรมการสัมภาษณ์งานมักจะบันทึกการสัมภาษณ์แบบนี้ โดยใช้เทคนิค  STAR คือ   Situation หมายถึง เหตุการณ์อะไร เมื่อไหร่

Task หมายถึง งานอะไร   Action หมายถึง การกระทำของเราที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต   Results หมายถึง ผลที่เกิดจากการกระทำของเราในเหตุการณ์นั้น ๆ

ลองศึกษาข้อมูลข้างต้นให้ดีและนำไปปรับใช้  การเตรียมตัวสู่การคัดเลือกเข้าทำงานจงทำให้ดีที่สุด และมากกว่าการแข่งกับตัวเองคุณกำลังถูกเปรียบเทียบกับผู้สมัครงานรายอื่นๆ ดังนั้นทำให้สุดความสามารถ

 

คนไอที งานเยอะ เลิกดึก ทำยังไงให้ทำงานอย่างมีความสุข

ตลาดแรงงานเปิดรับผู้สมัครงานเกี่ยวกับไอที เยอะมาก เพราะเป็นตำแหน่งงานสำคัญที่ได้รับความนิยมและได้รับความสนใจจากทุกองค์กร  จึงมีคนสนใจเข้ามาทำงานในด้านนี้กันไม่น้อยทั้งเด็กจบใหม่ คนมีประสบการณ์  คนจบตรงสาย คนจบไม่ตรงสาย    แต่  หนึ่งสิ่งที่คนไอทีต้องเผชิญ คือ การทำงานในหน้าที่นี้มักต้องทำงานแบบไม่เป็นเวลา ถ้าหวังว่าจะเข้างาน 9.00 น. เลิกงาน 17.00 น. คุณอาจไม่เหมาะกับการสมัครงานในตำแหน่งงานนี้  อยากบอกว่าหากต้องการสมัครงานเกี่ยวกับงานไอทีต้องรับกับงานที่หนักและอดทนต่อความเหนื่อยและการทำงานไม่เป็นเวลาให้ได้

การทำงานในสภาวะแบบนี้ย่อมทำให้เกิดความเครียดได้แน่ๆ อย่างนี้แล้วคนไอทีก็ต้องตั้งรับให้ดี เริ่มที่การปรับทัศนคติ  อย่ามองว่า  คุณคือกรรมกรไอที  หรือ กรรมการห้องแอร์  การทำงานของคนไอทีเหมือนทำงานปิดทองหลังพระ   ไม่มีใครเห็น ก็จริง แต่แท้จริงแล้วคุณย่อมรู้อยู่ในใจว่างานนี้สำคัญกับองค์กรอย่างไร

ลองมองว่าการทำงานเลิกค่ำนั้นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีเลี่ยงรถติด เมื่องานเสร็จถนนก็โล่งไม่ต้องไปเบียดเสียดกับคนอื่นให้วุ่นวาย ปล่อยให้คนอื่นแย่งกันใช้ถนนไปเลย คุณค่อยออกไปชิลกว่ากันเยอะ

ถ้าคุณจะเป็นคนไอทีที่ก้าวหน้าในงาน ต้องหมั่นฝึกฝีมืออยู่เสมอ  หมั่นพัฒนาตัวเองและหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ๆเพื่อให้สามารถจัดการภาระงานให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว สามารถจัดการกับปัญหาเดิม ๆ หรือปัญหาที่เคยเจอมาแล้วได้อย่างรวดเร็ว จัดสรรเวลาในการจัดการปัญหาใหม่ ๆ ที่เข้ามา

อย่าลืมว่างานไอทีนั้นตั้งอยู่บนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ความรู้ที่คุณเคยเรียนมาก่อนจะอยู่แบบเดิมตลอดไป เพราะโลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน คุณจึงต้องหมั่นใส่ใจ ขวนขวาย ฝึกฝนแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

แม้จะต้องทำงานไม่เป็นเวลา  แต่ก็อย่าทำให้ชีวิตคนทำงานด้านไอทีนั้นเหี่ยวเฉา อันดับแรกอย่าลืมจัดสรรปันส่วนเวลาให้พอเหมาะพอดี มีเวลาทำงานที่พอเหมาะ มีเวลาไปออกกำลังกายตามสมควร หมั่นทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ และอย่าลืมพักผ่อนให้ตรงเวลา  ให้เวลากับคนรอบข้าง รักษาความสัมพันธ์ให้ดี

ภายใต้ภาระงานที่มากมาย และความเครียดที่อาจเกิดขึ้นนี้ ก็แลกมาด้วยเงินเดือนที่สมน้ำสมเนื้อ และยิ่งยุคนี้อาชีพในสายงานไอทีก็เป็นที่ต้องการสูง หรือ ถ้าคุณรู้สึกว่าการทำงานในองค์กรทำให้เวลาในชีวิตของคุณนั้นถูกตัดทอนไปให้กับการทำงานมากเกินไป ก็สามารถออกมาทำงาน Freelance ได้ แต่ต้องคิดพิจารณาให้ดี เพราะบางทีการทำงานรูปแบบนี้ยิ่งทำให้เวลางานนั้นขยายตัวจนกินเวลาส่วนตัว

 

นายจ้างต้องการคนไอที แบบไหน มายกระดับทักษะกันเถอะ

คนทำงานในแวดวงไอทีเป็นที่รู้กันดีว่าจะทำให้สามารถหางานโปรเจคดีๆที่ได้ค่าตอบแทนสูงๆนั้นต้องมีการพัฒนาทักษะด้านไอทีอยู่เสมอ เพราะวงการนี้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เรื่องทันสมัยในวันนี้ ทักษะที่คิดว่าดีแล้ว เพียงพอแล้วในวันนี้ไม่นานก็จะกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้ ดังนั้นถ้ารักที่จะหางานในวงการไอที คุณต้องสามารถยกระดับตัวเองให้ได้ และในยุคนี้นายจ้างต่างมองหาคนไอทีที่มีทักษะต่อไปนี้

อันดับ1 คือ ทักษะด้าน Programming/application development  หากคุณสามารถทำหน้าที่เป็นโปรแกรมเมอร์ได้ รับรองว่าการหางานไม่ใช่เรื่องนาก  เพราะหน้าที่นี้มีส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า คนที่มีความถนัดด้านการพัฒนาโปรแกรมและมีประสบการณ์มากพอที่จะจัดการความต้องการที่ซับซ้อนได้เป็นอย่างดีกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก

หากคุณมีทักษะมากพอด้าน Project management  ผสานกับ มีทั้งความเฉียบแหลมทางธุรกิจและความรู้ด้านเทคโนโลยีควบคู่กัน คุณจะสามารถได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการขนาดใหญ่  คนที่มีประสบการณ์เป็นผู้นำในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ต้องเรียนรู้ที่จะ เปลี่ยนจากวิธีดั้งเดิมแบบ Waterfall เป็น Agile เพื่อให้งานสั้นลง ประหยัดเวลา และประหยัดงบประมาณ ถ้าคุณทำได้รับรองว่าไปได้ไกลในวงการนี้

ทักษะด้าน Help desk/technical support  ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญงาน IT Support ยังเป็นสิ่งที่องค์การต้องการอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ยังมีการพัฒนาอุปกรณ์และและแอพลิเคชั่น

ส่วน ทักษะด้าน Security/compliance governance  นั้นกำลังเป็นที่ต้องการเพราะ ความปลอดภัยด้านไอที  คือ ความปลอดภัยของธุรกิจ ทักษะนี้ที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ป้องกันภัยคุกคาม และอุดช่องโหว่ทางไอทีให้แก่บริษัทปัจจุบันผู้ประกอบการยอมลงทุนมากขึ้นในเรื่องความปลอดภัย จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทักษะด้านงาน IT Security และ compliance governance เป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น

ทักษะด้าน Database administration  หรือการบริหารฐานข้อมูล ก็ยังเป็นสิ่งที่บริษัทต้องการ ยิ่งในบริษัทที่ต้องจัดการกับ Big Data ยิ่งต้องการตัวคนที่มีทักษะด้านงาน Database ซึ่งเข้าใจว่าฐานข้อมูลเหล่านั้นถูกจัดเก็บอย่างไรด้วย  เรื่อง Big Data ทำให้ ทักษะ Business intelligence/analytics เป็นที่ต้องการขึ้นมาด้วย เนื่องจากบริษัทต้องการคนที่จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นในเชิงลึก และนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

ขาดไม่ได้เลยคือ ทักษะด้าน Mobile applications and device management  เพราะการใช้งาน mobile apps เพิ่มขึ้น องค์กรยิ่งต้องการคนพัฒนาแอพให้ทันต่อความต้องการของตลาด  ในขณะที่ไม่อาจละเลย ทักษะด้าน Networking ได้เลย

มีทักษะมากมายที่สำคัญสำหรับงานไอทีในปัจจุบัน ถ้าคุณสามารถพัฒนาทักษะที่กล่าวมาได้ ก็ยิ่งจะเพิ่มโอกาสในการหางานในองค์กรใหญ่ๆได้มากขึ้นและเส้นทางในงานสายไอทีของคุณจะต้องไปได้ไกกลแน่นอน

เตรียมพร้อมสู่การเป็นวิศวกรที่ดี มาดูว่าต้องมีทักษะอะไรบ้าง

การเป็นวิศวกรที่ดี ยอกจากจะสามารถใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะทางตามที่เรียนมาและประสบการณ์ที่สั่งสมมาในการทำงานแล้วยังมีทักษะอื่นๆที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพนี้  เพราะงานของวิศวกร คือความท้าทาย ทั้งในด้านการแก้ปัญหา และในด้านการปฏิบัติการ จึงต้องหมั่นเพิ่มความรู้ความสามารถ และทักษะในการทำงานวิศวกร  สิ่งเหล่านี้ใช่เฉพาะสำหรับคนที่ทำงานในตำแหน่งวิศวกรเท่านั้น แต่คนที่จบใหม่และกำลังกางานก็ควรที่จะแสวงหาความรู้และเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้มีทักษะเหล่านี้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการสมัครงานในอนาคต

หากคุณกำลังจะไปสมัครงานเป็นวิศวกรจังตรวจสอบว่าคุณมีทักษะเหล่านี้แล้วหรือยัง หากยังไม่มีจงฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน

  1. ความสามารถในการสื่อสาร การทำงานส่วนใหญ่ต้องทำงานเป็นทีม หากไม่สามารถสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ การทำงานอาจจะเกิดปัญหาและอุปสรรคได้ การเพิ่มทักษะในการสื่อสาร สามารถทำได้โดยการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มบ่อย ๆ จะช่วยให้เรากล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น
  2. การทำงานเป็นทีม วิศวกรจำเป็นต้องทำงานร่วมกับคนอื่นได้ด้วย ต้องรับรู้และรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นด้วย การทำงานเป็นทีมจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสมาชิกในทีมได้ช่วยกันทำงาน เมื่อการทำงานประสบความสำเร็จ ทุกคนในทีมก็จะเกิดความภาคภูมิใจ
  3. ทักษะภาษาอังกฤษต้องสามารถสื่อสารได้เข้าใจ วิศวกรส่วนใหญ่ต้องทำงานกับบริษัทต่างชาติ หรือต้องติดต่อกับลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติมากขึ้น หากสื่อสารกันไม่ได้ จะทำให้เป็นอุปสรรคในการทำงานได้
  4. รักการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วิศวกรจึงต้องเพิ่มทักษะการทำงาน โดยต้องมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน เพื่อจะได้เป็นวิศวกรที่มีคุณภาพ
  5. การแก้ปัญหาโดยมีสติและรอบครอบ การแก้ปัญหาและหาคำตอบ เป็นส่วนหนึ่งของงานวิศวกร เพราะเราต้องไล่เรียงให้ได้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร แล้วเราจะมีแก้ปัญหาอย่างไร ทักษะการแก้ปัญหาสามารถฝึกฝนกันได้ และสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นและขอตนเอง
  6. ความรู้ทางคณิตศาสตร์ ต้องนำความซับซ้อนทางคณิตศาสตร์มาช่วยในการคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับและนำมาช่วยในการออกแบบแนวทางการแก้ปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย
  7. หลักธรรมาภิบาลในการทำงาน เน้นหลักความโปร่งใส และมีคุณธรรมในการทำงาน ไม่ใช่ทำงานโดยไม่ใส่ใจว่าผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร เพียงแค่ทำงานให้เสร็จแล้วก็แล้วกันไป
  8. มีความฉลาดทางอารมณ์ในการทำงาน เพราะต้องอยู่กับความเครียด การตัดสินใจ การแก้ปัญหา ความรับผิดชอบ ดังนั้นจึงต้องเป็นคนที่มี EQ ที่ดี เพื่อให้การทำงานเป็นไปได้ด้วยดี

วิศวกรที่ดีนอกจากทักษะในการทำงานเฉพาะทางที่จำเป็นต้องมีแล้ว ทักษะอื่นๆก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงควรที่จะฝึกฝนให้มีทักษะตามที่กล่าวมา ถ้ามีครบโอกาสในการสมัครงานและได้งานก็ไม่น่าจะใช่เรื่องยาก

 

 

หนึ่งวันก่อนไปสัมภาษณ์งาน จนถึง ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ ควรทำอะไร

ส่วนใหญ่แล้วการนัดสัมภาษณ์งานจะบอกกล่าวให้ผู้สมัครงานได้เตรียมตัวอย่างน้อยก็ 5-7 วัน แต่ไม่ว่าจะให้เวลาในการเตรียมตัวขนาดไหนก็ยังลดความตื่นเต้นให้ผู้สมัครงานลงไปไม่ได้มากนัก ยิ่งเป็นผู้สมัครงานมือใหม่ด้วยแล้วการเตรียมตัวต้องทำกันถึงนาทีสุดท้ายก่อนเข้าห้องสอบ แบบนี้ก็อาจไม่ใช่เรื่องดีนักเพราะจะทำให้ประหม่าเกินไป

เพื่อให้การเตรียมตัวในการเข้ารับการสัมภาษณ์งานเป็นไปอย่างราบรื่น เรามีคำแนะนำสำหรับการเตรียมตัว 1 วันก่อนเข้ารับสัมภาษณ์มาบอกกัน ใช้ได้ดับผู้สมัครงานที่เพิ่งจบและกับผู้ที่ผ่านการสมัครงานมาแล้วหลายครั้ง

  1. ให้คุณพุ่งเป้าไปที่การหาข้อมูลสำคัญขององค์กรที่คุณจะไปสัมภาษณ์ เช่น ปรัชญาและค่านิยมวัฒนธรรมองค์กร  ข่าวสารเกี่ยวกับองค์กรหรือธุรกิจที่องค์กร โดยเข้าไปที่หน้าเวปไซต์หรือหน้าโซเชียลมีเดียขององค์กร อ่านบทวิจารณ์ของพนักงานทั้งเก่าและปัจจุบันทางออนไลน์
  2. ทดลองตอบคำถามพื้นฐานที่คิดว่าจะถูกถาม รวมไปถึงทบทวนคำถามที่คุณจะไปถามผู้ให้สัมภาษณ์หากเขาเปิดโอกาสให้คุณถาม โดยคำถามที่ดี มีอย่างเช่น กลยุทธ์ในการสร้างความเจริญเติบโตและวิสัยทัศน์ระยะยาวขององค์กรเป็นอย่างไร  เป้าหมายและความท้าทายของแผนกที่คุณสมัครงานเป็นอย่างไร วัฒนธรรมขององค์กรเป็นอย่างไร และ องค์การมีความคาดหวังต่อการทำงานของคุณอย่างไร
  3. 3. ทบทวนข้อมูลที่เตรียมไว้อีกครั้งแบบคร่าว ๆ ด้วยการอ่านออกเสียงดัง ๆ จะทำให้คุณจำได้แม่นขึ้น ควรฝึกพูดให้เป็นธรรมชาติ จะได้พูดได้คล่อง ไม่ตะกุกตะกัก และดูเป็นธรรมชาติ

4.เตรียมชุดก่อนไปสัมภาษณ์งานให้พร้อม เลือกเครื่องแต่งกายให้เหมาะสม รีดเสื้อผ้าให้เรียบ พร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้น

  1. วางแผนการเดินทางให้ดี เลือกเส้นทางที่จะไปให้พร้อม เผื่อเวลารถติดหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
  2. ตั้งนาฬิกาปลุกไว้หลาย ๆ อัน กันพลาด
  3. หากเตรียมทุกอย่างดีแล้วละความกังวล อย่าเครียดจนเกินเหตุ
  4. นอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม อย่างน้อยคือ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้มีความสดใส การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอจะทำให้คุณตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น พร้อมกับการไปสัมภาษณ์งาน
  5. ตื่นให้เช้า เพื่อจะได้มีเวลาเหลือสำหรับการรับประทานอาหารเช้าและผ่อนคลายให้สมองโล่ง งดการรับประทานอาหารที่ทำให้ย่อยยากหรืออาหารที่เสี่ยงต่อการท้องเสีย
  6. ฟังเพลงที่ช่วยให้คุณผ่อนคลายระหว่างเดินทาง เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้มีสมาธิมากขึ้นก่อนการสัมภาษณ์งาน
  7. คุณควรไปถึงก่อนเวลาสัมภาษณ์งาน 15 นาที หรืออาจไปถึงที่หมายก่อนเวลาสักพักก็ได้ แต่ควรปรากฏตัวให้ผู้สัมภาษณ์งานเห็นประมาณ 15 นาทีไม่ขาดไม่เกิน
  8. ทบทวนสิ่งที่คุณอยากให้ผู้สัมภาษณ์งานจดจำคุณได้ อย่างน้อย 3 ประการในใจ และอย่างลืมแสดงคุณลักษณะ 3 ประการนั้นในห้องสัมภาษณ์
  9. ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์อย่าลืมสำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกก่อนเข้าไป เสื้อผ้า หน้า ผม กลิ่นตัว กลิ่นปาก ทุกอย่างต้องเรียบร้อย
  10. สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพิ่มความมั่นใจก่อนก้าวเข้าไปในห้องสัมภาษณ์งาน