อาชีพน่าทำ สำหรับคนที่กำลังหางานใหม่ๆ

อาชีพที่น่าทำในที่นี้จะขอพูดถึงอาชีพอิสระค่ะ เพราะในยุคนี้งานประจำอย่างเดียวอาจจะไม่พอ อาชีพอิสระหลายๆ อาชีพก็ยังคงเป็นที่นิยมและสามารถทำเงินได้เรื่อยๆ ในขณะที่บางอาชีพฮิตติดชาร์ตได้ประเดี๋ยวประด๋าวก็ซบเซาไปตามกาลเวลา เอาเป็นว่าเราไปดูอาชีพต่างๆ ที่ยังคงแรงต่อเนื่องและทำเงินได้เรื่อยๆ กันค่ะ

1.) ขายของออนไลน์

อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มาแรงมากๆ ในยุคนี้นะคะแม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ค้าออนไลน์ลดน้อยลงไปเลย กลับนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นเพราะในยุค IT เช่นนี้ ความสะดวกสบายใจการจับจ่ายใช้สอย นับเป็นเรื่องที่ใครหลายคนชื่นชอบค่ะ แค่คลิกเดียวของส่งถึงบ้าน ไม่ต้องไปเดินตลาดให้เหนื่อยกาย ทั้งนี้ ของที่ขายต้องเป็นที่นิยมด้วยนะคะ ที่มาแรงอย่างหนึ่งคือเสื้อผ้า โดยเฉพาะแนวชิคๆ คูลๆ ที่วัยรุ่นชอบกัน ยังไงก็ไม่มีตกเทรนค่ะ

2.) ช่างภาพอิสระ

ในยุคที่สื่อโซเชียลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากมายเกือบจะ 100% เลยก็ว่าได้ การโพสต์รูปต่างๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอในแต่ละวัน ถือเป็นกิจวัตรประจำวันของเราไปแล้ว ทำให้อาชีพช่างภาพอิสระ กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งเมื่อต้องการรูปในวันสำคัญ โดยเฉพาะงานรับปริญญา ซึ่งถ่ายรูปกันตั้งแต่วันซ้อมย่อย ซ้อมใหญ่ แถมยังมีถ่ายรูปนอกรอบกันอีก งานแต่งงาน ตั้งแต่ถ่ายพรีเวดดิ้ง ในที่ต่างๆ ถ่ายรูปในวันจริง เหล่านี้เพื่อให้ได้ภาพที่เป็นที่ประทับใจ และลงรูปใน FB / IG ได้แบบภูมิใจค่ะ หรือแม้แต่ในการถ่ายภาพนิ่งสำหรับนิตยสารต่างๆ ก็ยังเป็นที่ต้องการค่ะ แถมยังสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายภาพสต๊อกด้วยนะคะ

 

3.) ช่างแต่งหน้าอิสระ

อาชีพนี้มาพร้อมๆ กับช่างภาพอิสระค่ะ เรียกว่ามีช่างแต่งหน้าที่ไหนต้องมีช่างภาพที่นั่น ซึ่งอาชีพช่างแต่หน้านี้ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ใช้บริการมากขึ้นกว่าในสมัยอดีต เพราะโลกเปลี่ยนไปความนิยมก็เปลี่ยนตามค่ะ ก็ตั้งแต่ที่ถือกำเนิดเกิด Face book , Instagram ขึ้นมา การจะออกสื่อก็จะมาหน้าสดไม่ได้แล้วค่ะ ดังนั้นงานเพื่อนเจ้าสาว งานเจ้าสาว งานถ่ายพรีเวดดิ้ง งานรับปริญญา ซ้อมใหญ่ ซ้อมย่อย งานเลี้ยงรุ่น งานรื่นเริง แม้กระทั่งงานวันเกิด อาชีพช่างแต่งหน้าก็วิ่งงานกันไม่หวาดไม่ไหว เรียกว่าไม่ได้หลับนอนกันทีเดียวค่ะ ซึ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานอาชีพนี้นะคะ ความจริงแล้วยังมีแหล่งงานอีกเพียบ สำหรับอาชีพช่างแต่งหน้าอิสระค่ะ
ใครที่กำลังมองหางานใหม่ๆ หรือสร้างอาชีพใหม่ๆ เป็นทางเลือกให้ตัวเองก็ลองดูความชอบส่วนตัว แล้วหาความรู้เป็นจริงเป็นจัง ก็ไม่เลวนะคะ

ประกาศรับสมัครงานที่ดี เป็นยังไงต้องรู้ไว้ทั้ง HR และคนหางาน

สื่อกลางที่จะทำให้คนหางานและองค์กรที่หาคนมาเจอกันได้คือ ประกาศรับสมัครงาน  การที่ HR ทำให้ประกาศงานนั้นโดดเด่นและมีประโยชน์ทั้งกับคนที่กำลังหางาน และยังช่วยทำให้ผู้ประกอบการได้คนทำงานตามที่ตั้งใจไว้ด้วย

สำหรับประกาศรับสมัครงานที่ดีนั้น จะเป็นการสะท้อนแบรนด์องค์กรได้อย่างชัดเจน  เป็นหนึ่งในสื่อที่จะทำให้แบรนด์ขององค์กรมีความชัดเจนด้วย จึงเป็นสิ่งที่ฝ่าย HR ต้องให้ความสำคัญ  ประกาศรับสมัครงานที่ดีต้องใส่รายละเอียดในประกาศงานให้ครบถ้วนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ สวัสดิการ และค่าตอบแทน เพื่อไม่ให้ผู้สมัครเกิดความสงสัยในตำแหน่งงานนั้น ๆ และอาจได้คนสมัครงานที่ไม่ต้องตามที่ต้องการ

ข้อมูลครบยังไม่พอต้องทำให้ประกาศงานน่าสนใจ และแตกต่างไปจากประกาศงานของคนอื่น ๆ  ลองออกจากกรอบรูปแบบการเขียนประกาศงานแบบเดิม ๆ ที่น่าเบื่อ  มาใช้ การเขียนรายละเอียดตำแหน่งงานที่น่าสนใจและมีประโยชน์ จะช่วยให้สามารถดึงดูดผู้สมัครได้มากขึ้น

ควรใช้ชื่อตำแหน่งงานที่เข้าใจง่าย ในการค้นหางาน อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่อาจละเลยคือช่องทางการสมัครงานและขั้นตอนการสมัคร  ต้องไม่ซับซ้อนเกินไป จนทำให้คนหางานรู้สึกยุ่งยากและเสียเวลา เลือกใช้วิธีง่าย ๆ อย่างเช่นการโพสต์ประกาศงานบนเว็บไซต์หางาน จำเป็นต้องทำเพราะนี้คือยุคดิจิทัล เพื่อที่ผู้หางานจะได้สามารถอัปโหลดและส่งใบสมัครของเขาได้โดยตรง ซึ่งในเบื้องต้นบริษัทควรขอให้ผู้สมัครส่งเรซูเม่เพียงอย่างเดียวก่อน และหากยังคงต้องการให้มีการกรอกแบบฟอร์มการสมัครงานอยู่ ก็ให้เลือกส่งเฉพาะผู้สมัครที่มีเรซูเม่น่าสนใจจริง ๆ

การอำนวยความสะดวกให้คนหางานสามารถอัปโหลดและส่งใบสมัครได้ทันทีจะทำให้มีคนสนใจสมัครงานมากขึ้น   และประกาศรับสมัครงานควรที่จะรองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ   ปัจจุบันคนหางานคาดหวังที่จะดูประกาศงานรวมทั้งส่งใบสมัครได้ง่ายจากทุกที่ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ถ้าประกาศงานของคุณไม่รองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ คุณอาจจะพลาดโอกาสที่จะได้เจอผู้สมัครที่มีคุณภาพได้

ในมุมของผู้สมัคร   หากคุณได้เห็นประการรับสมัครงานที่มีความครบถ้วน น่าสนใจ มีรายละเอียดชัดเจนมันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณมั่นใจในระดับหนึ่งได้ว่าตำแหน่งงานที่คุณต้องการสมัครและองค์กรที่คุณอาจได้ร่วมงานในอนาคตมีความน่าเชื่อถือ ส่วนประกาศรับสมัครงานที่คลุมเครือไม่บอกชัดเจนว่างานที่ให้ทำคืออะไร มีการเขียนค่าตอบแทนเกินจริงก็จงตั้งข้อสังเกตได้เลยว่าอาจเป็นงานขายตรง งานเครือข่าย หรือ งานที่ไม่น่าไว้วางใจหลีกเลี่ยงที่จะไม่สมัครงานอาจจะดีกว่า

 

 

โลกการทำงานแห่งอนาคตเมื่อ AI และ คน ทำงานร่วมกัน

มีกระแสว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานคน และเกิดการตกงานจะเกิดขึ้นในอนาคต หลายอาชีพจะถูกหุ่นยนต์เข้ามาแย่งงานทำ ได้ยินได้ฟังแบบนี้แล้วคนทำงานหลายคนก็คงมีอคติกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)  หรือ หุ่นยนต์ แต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไม่ใช่ผู้ร้าย คนที่กำลังหางานไม่ต้องกังวลไป เพราะแท้จริงแล้ว AI และ คน ทำงานร่วมกันได้ ถ้าเรารู้จักนำจุดแข็งของหุ่นยนต์มาใช้อย่างเหมาะสม ก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพได้มากทีเดียว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน คือ อาชีพด้านบริการ อาชีพเฉพาะทาง และอาชีพให้คำปรึกษา  ต่อไปหากคุณไปสมัครงาน อาจถูกถามด้วยคำถามที่ว่า คุณสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้หรือไม่ ก็น่าคิดสำหรับผู้สมัครงานในยุคนี้ไม่น้อยว่าถ้าเพื่อนร่วมงานของคุณคือ AI คุณจะรู้สึกอย่างไร

เพื่อให้รู้จักการทำงานของ AI เรามาดูกันดีกว่าว่า AI เข้ามาช่วยงานอะไรในอาชีพต่างๆ น่าจะทำให้เราได้เริ่มเรียนรู้ว่าเราจะอยู่ร่วมกับ AI ในโลกการทำงานได้อย่างไร

สำหรับอาชีพเฉพาะทาง  เช่น  แพทย์ เป็นอาชีพที่ต้องอาศัยประสบการณ์ความรู้ของมนุษย์ ปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยด้านการผ่าตัด โดยมีความแม่นยำ และเสถียรมากกว่ามือมนุษย์ ลดอาการเจ็บปวดให้ผู้ป่วยและเพิ่มโอกาสการรักษาได้มากขึ้น โดยหุ่นยนต์นั้นสามารถทำงานร่วมกับทีมศัลยแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น การที่หุ่นยนต์เข้ามาช่วยก็ทำให้ ตัดปัญหาอาการสั่นเกร็งเนื่องจากความล้าหากการผ่าตัดที่ใช้เวลานานได้  อย่างไรก็ตามในการผ่าตัดที่มีความเสี่ยงสูง ก็ยังต้องการการตัดสินใจจากแพทย์อยู่

ส่วนอาชีพด้านบริการ ทุกวันนี้แนวโน้มการใช้งานหุ่นยนต์ในภาคบริการ เช่น พนักงานยกกระเป๋าในโรงแรม พนักงานเสริฟ พนักงานส่งของ ทำไมจึงให้หุ่นยนต์ ก็เพราะสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเปลี่ยนกะด้วย ไม่หงุดหงิด เป็นการทุ่นแรงงานมนุษย์ ทำให้พนักงานมีเวลาทำงานที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กรมากขึ้น  ส่วนงานบริการที่ต้องมีการตอบคำถามที่ซับซ้อนและเป็นคำถามที่ไม่ตายตัว มนุษย์ก็ยังต้องเป็นผู้ตอบคำถามและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ลูกค้า

สำหรับสายงานด้านการให้คำปรึกษานั้น ทุกวันนี้มีการพัฒนาหุ่นยนต์ที่จะช่วยให้คำปรึกษาด้านการลงทุนผ่านซอฟต์แวร์การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อแนะนำให้นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ แต่ยังไม่สามารถให้คำแนะนำในเรื่องการวางแผนการเงินด้านอื่น ๆ ได้ เช่น ประกัน หรือการวางแผนมรดก

และในปัจจุบันก็ไม่ต้องกลัวว่ามนุษย์จะหมดความสำคัญเพราะมนุษย์ยังเหนือกว่าหุ่นยนต์ในเรื่องการทำงาน  เพราะมนุษย์มี ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ทักษะทางสังคม (Social Skills) และ ทักษะทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)  ดังนั้นแทนที่จะอคติกับการใช้เทคโนโลยีจงเรียนรู้ที่จะใช้และนำมาสร้างประโยชน์ให้กับการทำงานจะดีกว่า

นักศึกษาจบใหม่กับการวางแผนชีวิตการทำงาน

เมื่อจบการศึกษา จุดมุ่งหมายแรกของหลายคนก็คือการเข้าสู่ชีวิตการทำงาน เหมือนเป็นสิ่งที่ทำตามกันมาและถูกบอกว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ และมีบางคนที่เลือกจะเรียนต่อแต่ถ้าเทียบแล้วก็ค่อนข้างน้อย หลายคนต้องรีบสมัครงานเพื่อลดภาระของทางบ้าน  บางคนโชคดีกว่านั้นที่มีบริษัทจองตัวให้ทำงาน อาจจะเพราะมี  อานิสงส์จากการฝึกงาน หรือ มีผลงานน่าสนใจตั้งแต่ตอนเรียน หรืออาจจะมีรุ่นพี่เห็นแววดึงไปช่วยงาน เราจะเห็นว่าเส้นทางในการเข้าสู่โลกของการทำงานของแต่ละคนจะต่างกันออกไป

แม้มันดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ที่เมื่อเรียนจบ ก็เข้าสู่ การหางาน และ การสมัครงาน แต่ในความเป็นจริงหาพิจารณาดีๆเรื่องของการทำงานควรที่จะได้ผ่านการพิจารณาให้ดี การวางแผนชีวิตการทำงาน เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เรื่องนี้ควรถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เป็นการเตรียมความพร้อมให้ว่าที่บัณฑิตก่อนออกมาสู่โลกการทำงาน เพราะถ้ามีการให้ความรู้กันอย่างจริงจังเราจะได้บัณฑิตที่มีคุณภาพพร้อมสู่ตลาดแรงงาน ไม่เพียงแต่มีบัณฑิตป้ายแดงที่เฮโลไปสมัครงานตามๆกันไป

บางมหาวิทยาลัยอาจมีการเตรียมการในเรื่องนี้โดยจัดระบบแนะแนวกันจริงจัง แต่ถ้าหากใครไม่ได้ผ่านการแนะนำมาละก็เราอยากฝากแนวคิดในเรื่องการวางแผนชีวิตการทำงานไว้สักนิด น่าจะช่วยให้การเริ่มต้นชีวิตในโลกการทำงานของเด็กจบใหม่หลายๆคนมีความสดใสมากขึ้น

อย่าลืมที่จะ ทำความรู้จักตัวเอง ด้วยการตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า ทักษะที่โดดเด่นและจุดด้อยของคุณคืออะไร คุณชอบทำ  สนใจอะไรเป็นพิเศษ สิ่งเหล่านี้จะเชื่อมโยงไปที่การเลือกสมัครงานของคุณ บางคนไม่ชอบการทำงานที่ต้องเจอคนเยอะๆ แต่ดันไปสมัครงานตำแหน่งธุรการประสานงาน บางคนชอบการเจอผู้คน มีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่ไปสมัครงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์ที่ต้องจมกับข้อมูล แบบนี้ก็อาจไม่ค่อยถูกที่ถูกทาง

การวางเป้าหมายให้ชัดเจนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อย่างเฉพาะเจาะจง และเป็นไปได้จริงจะทำให้คุณมองเห็นเส้นทางเดินในชีวิตที่ชัดเจนขึ้น  เมื่อรู้เป้าหมายแล้วก็ประเมินศักยภาพของตัวเอง แล้วดูว่ามีอะไรที่ต้องปรับปรุง หรือเรียนรู้เพิ่มเติมบ้าง จากนั้นวางแผนเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้  อย่าลืมที่จะตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด  เช่น ถ้ารู้ว่าจะทำงาน 2 ปี ในสาขาที่จบมา เก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศเรียนภาษาและเปิดประสบการณ์ให้ตัวเอง 1 ปี จากนั้นกลับมาจะมาสมัครงานในสิ่งที่ค้นพบว่าชอบ แบบนี้ก็ดูทำให้ชีวิตการทำงานมีสีสันไม่น้อย

และหากคำตอบ สำหรับการวางแผนชีวิตชัดเจนว่าจะหางานทำทันทีที่เรียนจบ ก็จงหางานที่ใช่  หลังจากรู้ศักยภาพและความต้องการของตัวเราเองแล้ว จงพิจารณางานที่เหมาะกับคุณ และเป็นงานที่สามารถเสริมให้คุณสามารถพัฒนาตนเองได้ หากได้งานที่มีเงินเดือนเพียงพอต่อการดูแลตัวเองไม่เดือดร้อนครอบครัวจะดีมาก

 

 

 

มาดูอีกชุดคำถาม เพื่อการเตรียมพร้อมสู่การสัมภาษณ์งานให้ได้งาน

การเตรียมความพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก นอกจากเรื่องบุคลิกภาพ การแต่งกายที่ การเตรียมพร้อมสำหรับคำถาม รวมถึงข้อมูลบริษัทก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน  ผู้สมัครงานสามารถเตรียมตัวสำหรับแนวคำถามต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับตัวเองได้  วันนี้เรานำอีกชุดคำถามที่พบเจอได้บ่อยครั้งในการสัมภาษณ์มาบอกให้รู้เพื่อที่ผู้สมัครงานจะได้เตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งานที่หวังผลได้

 

  1. ท่าที่สบายๆของกรรมการ และการให้คุณ “เล่าเรื่องของคุณให้เขาฟังหน่อย”

เรื่องของคุณ  คำนี้จำไว้ว่าไม่ใช่  การเล่าเรื่องส่วนตัว เช่น คุณเป็นคนอย่างไร ชอบอะไรหรือมีงานอดิเรกอะไร ควรเน้นเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของคุณ เรียนจบอะไรมา มีประสบการณ์การทำงานอะไรมาบ้าง และยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมประกอบด้วยจะดีมาก

 

  1. ท่าทางจริงจังและคำถามที่ว่า “ทำไมเราควรจ้างคุณ”

คุณสามารถตอบได้ว่าคุณเป็นผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้โดยให้เหตุผลที่เหมาะสมเพิ่มเติม ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องรู้เพื่อจะตอบคำถามนี้ให้ได้ดีคือ รายละเอียดของตำแหน่งงานและบริษัทที่คุณสมัคร และสิ่งที่คุณจะสามารถให้กับองค์กรได้

 

  1. ไม่ใช่ว่าเขาลองภูมิ แต่เขาอยากรู้จริงๆว่า คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทของเขาบ้าง

คุณจำเป็นที่จะต้องรู้และเข้าใจรายละเอียดที่สำคัญของบริษัทนั้นๆ เช่น ประวัติบริษัท ผลิตภัณฑ์ ภาพลักษณ์องค์กร กลุ่มลูกค้า เพื่อแสดงให้บริษัทที่เราไปสัมภาษณ์เห็นว่าคุณมีความพร้อม และต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนั้นอย่างแท้จริง

 

  1. ร้อยละ 90 จะถูกถามว่า ทำไมคุณจึงสนใจงานนี้

ให้ตอบโดยเน้นไปที่ตัวงาน ไม่ใช่เงินเดือน สวัสดิการที่ดีกว่า เช่น งานนี้มีความท้าทาย ทำให้ได้พัฒนาความสามารถไปอีกขั้นหนึ่ง อย่าไปตอบว่าเพราะใกล้บ้าน เพราะเพื่อนชวน มันดูไม่เป็นมืออาชีพ

 

  1. รับมือยังไง เมื่อต้องพูดถึง ข้อด้อยของคุณให้ดูไม่ด้อยจนเกินไป

คุณสามารถพูดถึงข้อด้อยของตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมาแต่ควรเป็นสิ่งที่คุณได้พยายามแก้ไขจนดีขึ้นแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับที่เพียงสื่อสารได้ แต่กำลังพัฒนาความสามารถด้านนี้อยู่ด้วยวิธีการอะไรก็ว่าไป

 

  1. ไม่ต้องเป็นผู้บริการ ก็สามารถถูกถามได้ว่า “เป้าหมายระยะยาวของคุณคืออะไร”

คุณสามารถตอบได้ตามความฝันของคุณ เช่นอยากนั่งตำแหน่งหัวหน้างาน อย่างไรก็ตามควรพิจารณาเลือกเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ตามกรอบเวลานั้น และควรยกตัวอย่างประกอบด้วยว่าคุณวางแผนอย่างไรที่จะไปถึงเป้าหมาย จะดีมาก

 

อยากให้ผู้สมัครงานทุกคนที่เข้าสู่การสัมภาษณ์งานการตอบคำถามในการสัมภาษณ์งาน ตามความเป็นจริงนั้นดีที่สุด ไม่ต้องอาศัยการท่องจำจนขาดความเป็นธรรมชาติ และควรมีหลักฐานหรือตัวอย่างสนับสนุนคำพูดของคุณเสมอ อย่างนี้จะทำให้กรรมการสัมผัสถึงความจริงใจและความพร้อมของคุณได้โอกาสได้งานไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

 

 

 

 

เมื่อต้องเปลี่ยนสายงาน ทำอย่างไรให้มีโอกาสได้งาน

 โลกของการทำงานทุกวันนี้ ในตำแหน่งงานหนึ่งนั้นเปิดรับผู้ที่มีความสามารถที่ไม่ต้องจบมาโดยตรง และหากมีประสบการณ์หรือสามารถแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถก็เข้ามาทำงานในตำแหน่งนั้นๆได้  เราจึงเห็นว่ามีหลายคนที่ทำงานไปแล้วไปสมัครงานข้ามสายงาน  เช่น คนที่เคยเป็นนักการธนาคารไปสมัครงานไอที  คนที่เคยเป็นนักบัญชีไปสมัครงานเป็นนักการตลาด หมอฟันไปสมัครงานเป็นผู้วิเคราะห์การลงทุน  มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนเราจะไปทำงานในสายอาชีพที่ไม่มีความใกล้เคียงกับงานเดิมที่เราทำ แต่ถ้าใจรักและอยากที่จะทำจริงๆย่อมทำได้  และถ้าคุณคือหนึ่งคนที่กำลังอยากเปลี่ยนสายงาน และมุ่งหวังจะได้งาน ลองทำตามข้อแนะนำของเราดูสักหน่อย คิดว่านี่จะเป็นหนึ่งแนวทางที่จะพาคุณไปสู่อาชีพในฝันได้

  1. ก่อนจะเปลี่ยนสายงาน ต้องค้นหาตัวเอง สำรวจตัวเอง โดยเราต้องค้นหาเหตุผลของตัวเองให้เจอก่อนว่าทำไมถึงต้องการเปลี่ยนสายงาน สิ่งที่ต้องการทำจริงๆคืออะไร เพราะอะไร เมื่อแน่ใจแล้วว่าต้องการเปลี่ยนสายงานจริงๆ มีเหตุผลมารองรับ อย่าเปลี่ยนสายงานเพราะเพียงอารมณ์ชั่วครู่ ความไม่พอใจในงานหรือเพื่อนร่วมงาน
  2. รู้ให้จริงเกี่ยวกับงานที่สนใจ ศึกษาให้รู้จักแวดวงของวิชาชีพที่เราอยากเข้าไปทำ บางคนอยากเปลี่ยนสายงานเพราะรู้มาว่าได้ค่าตอบแทนสูงนี่อาจยังไม่พอ คุณควรต้องรู้ทิศทางการเติบโตของสายงานนั้นๆ อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าแวดวงนี้จะเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า ความต้องการแรงงานจะยังคงมีหรือไม่
  3. ศึกษาให้ดีว่าหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานที่สนใจต้องทำอะไร ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร และคนที่มีคุณสมบัติแบบไหนที่จะได้เป็นผู้นำในสายอาชีพนั้นๆ คุณสามารถดู ข้อมูลจากการเปรียบเทียบการกำหนดคุณสมบัติในประกาศรับสมัครงาน ดูหน้าที่รับผิดชอบจาก Job Description และศึกษาต้นแบบของคนในวิชาชีพนี้ที่ประสบความสำเร็จ  รวมทั้งศึกษา Career Path ของงานที่สนใจด้วยว่ามีโอกาสเติบโตก้าวหน้าได้ขนาดไหน
  4. เปลี่ยนทัศนะคติในการเรียกเงินเดือน การสมัครงานในสายงานใหม่นั้น ถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ การเรียกเงินเดือนที่สูงเกินไปอาจจะไม่ใช่เรื่องดี ผู้สมัครต้องตระหนักเสมอว่าตนไม่มีประสบการณ์ในสายงานนั้นๆมาก่อน
  5. ทำให้ตัวเองพร้อมต่อการเข้าสู่สนามการแข่งขัน เพราะคุณกำลังจะไปทำตัวเองให้เป็นตัวเลือกที่ดีโดยมีผู้ร่วมแข่งขันคือคนที่อยู่ในวิชาชีพมาก่อนหรือจบมาตรงสาขาและมีประสบการณ์อะไรจะทำให้คุณน่าสนใจ การมีข้อได้เปรียบ  เช่น คะแนนภาษาอังกฤษ การผ่านคอร์สฝึกอบรม ก็อาจช่วยได้

 

ทำให้นายจ้างเห็นว่าคุณคือผู้สมัครงานที่พร้อมจะทำงานอย่างมืออาชีพ

 

ในการสมัครงานนั้นคุณจะถูกประเมินเพื่อเปรียบเทียบกับผู้สมัครงานรายอื่น การแข่งขันกับตัวเองและการสร้างความโดดเดนให้คุณมีความน่าสนใจจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ ภายในเวลาสัมภาษณ์งานอาจจะใช้เวลาเพียง 10-30 นาที ต่อการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานหนึ่งคน จงใช้เวลานั้นแสดงให้นายจ้างเห็นว่าคุณคือผู้สมัครงานที่พร้อมจะทำงานอย่างมืออาชีพ  การฝึกในตัวเองให้มีความเป็นมืออาชีพสามารถทำได้เพียงคุณทำตามข้อแนะนำของเรา รับรองว่านายจ้างต้องมองเห็นคุณสมบัติดีๆในตัวคุณ ถ้าอยากเป็นมืออาชีพแล้วมาดูกันว่าคุณต้องพัฒนาให้ตัวเองมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

  1. ไม่เกี่ยงงานและไม่ย่อท้อต่อต่ออุปสรรคในการทำงาน การมีข้อแม้ อาทิ ไม่อยากทำงานไกล ไม่อยากออกไปทำงานข้างนอก ไม่อยากตื่นเช้า  เหตุผลเช่นนี้ทำให้หลายคนพลาดการได้งาน จงหยุดการใช้ข้ออ้างและการสร้างเงื่อนไข เพราะมืออาชีพจะไม่ทำเช่นนี้แน่นอน
  2. ปรับทัศนคติให้เข้าใจโลกการทำงานว่าไม่มีงานไหนหรอกที่จะสบาย งานทุกงานล้วนต้องอาศัยความพยายาม และความมุ่งมั่งกันทั้งนั้น ไม่ควรจะเลือกงาน หรือปัดหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะงานเล็กหรือใหญ่
  3. พยายามทำงานที่หลากหลาย จะช่วยเปิดโลกทัศน์ในการทำงาน จะทำให้คุณมีมุมมองจ่อการจัดการอุปสรรคได้ดีขึ้น และนี่คือสิ่งที่มืออาชีพหลายคนเขาทำกัน
  4. รู้จักจัดสรรและตรงต่อเวลาไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยไร้ประโยชน์ หลายคนอาจคิดว่า งานเยอะต้องยืดเวลาออกไป แต่มืออาชีพจะรู้จักวางแผนและมีการจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม และทำงานทุกอย่างเสร็จตรงตามเวลาที่กำหนดไว้
  5. มืออาชีพจะตรวจทานหาข้อผิดพลาดก่อนส่งมอบงาน และพร้อมที่จะรับผิดชอบหากงานที่ทำเกิดข้อผิดพลาดที่ไม่สามารถควบคุมได้ ที่จะต้องทำ
  6. มืออาชีพจะรูว่าอะไรควรทำก่อนหรือหลัง สามารถทำงานตามกระบวนการขั้นตอนที่วางแผนไว้ ลดความสับสน และไม่เป็นระเบียบ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างทำงาน หน้าที่ใดก็ตามที่ตนเองได้รับมอบหมาย จงทำมันอย่างเต็มที่ และซื่อตรงกับงานให้มากที่สุด สิ่งสำคัญในการทำงานให้เป็นมืออาชีพคือ พยายามสร้างความผิดพลาดให้น้อยที่สุด หรือแทบจะไม่มีเลย
  7. รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและรู้จักแสดงความคิดเห็นต่อที่สาธารณะทักษะการสื่อสารฟังและพูด ถือเป็นอีกทักษะสำคัญ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นอย่างมาก หากคุณอยากจะทำงานแบบเป็นมืออาชีพแล้วนั้น คุณต้องกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาดของตนเอง ต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น
  8. หมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอด ไม่หยุดอยู่กับที่ ต้องรู้จักยืดหยุ่น ปรับตัวและไม่ยึดตัวกับกระบวนการเดิม ๆ และการทำงานแบบมือชีพนั้น คือต้องทำงานได้ทุกรูปแบบ รู้จักวางแผนและกำหนดวิธีการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาได้อย่างทันท่วงที

 

สิ่งที่ควรทำและควรเลี่ยง เมื่ออยู่ในช่วง Probationary Period

 

หลายคน กว่าจะได้งานก็แสนยากแล้ว พอได้งานแล้ว สิ่งที่ต้องใส่ใจไม่ต่างจากช่วงที่เราพยายามสมัครงานก็คือ ทำให้ผ่านโปร หรือ ผ่าน  ช่วงโปรฯ ( Probationary Period) ซึ่งเป็น ช่วงทดลองงานไปให้ได้ ส่วนใหญ่การทดลองงานจะใช้เวลา  3-4 เดือนแรกของการทำงาน

ช่วงทดลองงานนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพนักงานใหม่ของบริษัท เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทจะประเมินความเหมาะสมก่อนที่จะบรรจุเป็นพนักงานประจำ ในช่วงนี้มีทั้งสิ่งที่ควรทำและความเลี่ยง ไม่อย่างนั้นจากการจะได้ก้าวไปเป็นพนักงานใหม่คุณอาจจะต้องไปหางานใหม่ แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ

  1. คุณควรมีการสอบถามรายละเอียดตั้งแต่ได้รับการติดต่อแจ้งผลสัมภาษณ์ว่าคุณผ่านเข้าสู่การคัดเลือกว่ามีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร และ องค์การคาดหวังให้คุณต้องมีผลงานอย่างไร
  2. ปรับตัวและเปิดใจเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ ในฐานะพนักงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นตัวองค์กร, เนื้องาน, เพื่อนร่วมงาน และสภาพแวดล้อม เราจำเป็นต้องเปิดใจยอมรับกับสิ่งใหม่ๆเหล่านี้รวมทั้งปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ต้องเรียนรู้กับงานใหม่หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจอะไร อย่าลังเลที่จะถามเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานของเรา
  3. ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ พนักงานใหม่ควรแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของตนเองว่าสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้จริง และมีประสิทธิภาพ
  4. อย่าแสดงพฤติกรรมเกียจคร้านหรือเหนื่อยหน่ายเมื่อหัวหน้างานมอบหมายหน้าที่อะไรให้
  5. พนักงานใหม่ที่องค์กรอยากได้คือคนกระตือรือร้นในการทำงาน และสามารถทำงานที่ได้รับให้เสร็จออกมาในระยะเวลาที่กำหนดและมีความผิดพลาดน้อยที่สุด
  6. ไม่ควร ขาดลา มาสาย ความตรงต่อเวลา ถือ เป็นวินัยขั้นพื้นฐาน และยังเป็นมารยาทสำคัญของการทำธุรกิจ เพราะความตรงต่อเวลาเป็นการให้เกียรติคู่ค้า/คู่นัดหมาย  ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับวินัยข้อนี้ของพนักงานทุกคน ดังนั้นในหลายๆบริษัท หากพนักงานใหม่มาสาย จะมีผลแน่นอนกับการประเมินว่าจะผ่านช่วงทดลองงาน
  7. หากเป็นไปได้ควรมาก่อนเวลาทำงานประมาณ  20 – 30 นาทีเพื่อที่จะได้มีเวลาเตรียมตัวในการทำงาน   และหากไม่มีกิจจำเป็นหรือป่วยจริงๆก็ไม่ควรใช้วันหยุดในช่วงทดลองงาน
  8. ใส่ใจการแต่งกาย ให้สุภาพเรียบร้อย ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับหน้าที่ พนักงานใหม่ก็ควรปฏิบัติตามกฎของบริษัทอย่างเคร่งครัด
  9. มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เมื่อมาถึงบริษัทอย่าลืมทักทาย หัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน  การเอ่ยปากเสนอให้ความช่วยเหลือในเรื่องเล็กๆน้อย ใช้วาจาให้สุภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงกล่าวลาหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานเมื่อจะกลับบ้าน ก็ถือเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้กับคนที่เราทำงานด้วยได้เป็นอย่างดี

 

อย่าละเลยสิ่งที่ควรทำ และ จงเลี่ยงสิ่งที่ไม่ควรทำเท่านี้ก็สามารถผ่านช่วงทดลองงานไปได้อย่างง่ายดาย อย่าตกม้าตาย พาตัวเองหลุดจากการเป็นพนักงานใหม่อย่างสมบูรณ์เพราะการหางานใหม่ไม่ใช่เรื่องสนุกจริงไหม

 

เว็บไซต์ทำเรซูเม่ ตัวช่วยดีๆของคนหางาน

ทุกครั้งที่มีการรับสมัครงาน  สิ่งที่ผู้สมัครงานต้องส่งให้กับองค์กรคือเรซูเม่ หากคิดว่านี่เป็นเพียงเอกสารประกอบการสมัครงาน แล้วไม่ใส่ใจ ขอบอกว่าคุณอาจจะตกม้าตาย  เพราะเรซูเม่เป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการตัดสินว่าคุณคือผู้สมัครงานที่น่าสนใจหรือไม่  เรซูเม่ที่ทำออกมาไม่ดีนั้นมักถูกโยนทิ้งอย่างไม่ใยดี อย่าให้รูเม่ของคนไปตกอยู่ในสภาพแบบนั้นเพราะนั้นเท่ากับว่าคุณไม่ได้งานอย่างแน่นอน

ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถทำเรซูเม่ของเราให้มีความสร้างสรรค์และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีง่ายๆเพียงทำผ่านเว็บไซต์สร้างเรซูเม่สำเร็จรูป ซึ่งวันนี้เราก็ได้นำเอาเว็ปไซต์ดีๆมาบอกต่อ คุณสามารถเลือกใช้ได้ตามความสะดวก

  1.  Canva    เป็นเว็บไซต์ ทำกราฟฟิคที่หลายๆคนรู้จัก เพราะนอกจากจะใช้ทำเรซูเม่แล้ว เรายังสามารถออกแบบงานนำเสนอ กราฟฟิคโซเชียลมีเดีย โปสเตอร์ การ์ด และนามบัตร มี template สวยงามหลากหลายให้เลือกใช้ ต้องเข้าไปสมัครสมาชิกก่อน จึงจะสามารถดาวน์โหลดเค้าโครงเรซูเม่ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากต้องการบริการที่มากขึ้นต้องอัพเกรดสมาชิกโดยการจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่ม ใครสนใจคลิ๊กไปที่ www.canva.com/create/resumes/
  2. Latexresu  เป็นเว็บไซต์ที่ใช้ทำเรซูเม่โดยเฉพาะ ใช้งานสะดวก เพียงแค่เลือกเค้าโครงที่ต้องการแล้วกรอกข้อมูลให้ช่องที่กำหนดให้ รูปแบบเค้าโครงจะเน้นไปที่รูปแบบทางการ เว็บไซต์ใช้งานง่าย สะดวกกับคนที่ต้องการเรซูเม่ในสายงานเชิงธุรกิจ ข้อดีของเว็บไซต์นี้คือไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกก็สามารถเข้าไปทำเรซูเม่ได้เลย และที่สำคัญคือไม่เสียค่าใช้จ่าย  คลิ๊กไปเลยที่  atexresu.me
  3. 3. Cvmkr เป็นรูปแบบที่ค่อนข้างเป็นทางการ เรียบง่าย ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิก สามารถเข้าไปกรอกข้อมูล แล้วดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF มาใช้งานได้เลย แต่ถ้าหากต้องการที่จะ Save แล้วกลับมาแก้ไขต้องสมัครสมาชิกก่อนโดยเว็บไซต์นี้ใช้งานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ทดลองใช้ คลิ๊กเลย cvmkr.com
  4. Hloom   รูปแบบเค้าโครงที่หลากหลาย โดยจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ เช่น basic, art, modern, creative  เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหางานหรือบุคคลทั่วไป สามารถเข้าไปดาวน์โหลดเค้าโครงได้เลยโดยที่ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่เสียค่าใช้จ่าย   ต้องดาวน์โหลดออกมาเป็นไฟล์ word ก่อนแล้วจึงแก้ไขข้อมูลในโปรแกรม Microsoft word  อยากลองใช้คลิ๊กไปที่  www.hloom.com/resumes/
  5. visualcv ผสมผสาน ระหว่างความสวยงาม สร้างสรรค์ และความเรียบง่าย  สามารถจัดรูปแบบ เพิ่มสีสัน และตกแต่งได้ การใช้งานค่อนข้างง่ายและสะดวกเช่นกัน สามารถเข้าไปใช้งานได้ฟรี แต่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกก่อน แต่ถ้าอยากให้มีลูกเล่นต่างๆ มาตกแต่งได้มากขึ้นเช่นกันต้องจ่ายเงิน  ใครอยากลองใช้ คลิ๊กได้เลย  www.visualcv.com

 

 

 

 

ไม่ได้เรียนการตลาด เป็น Digital Marketing ได้ไหม

กระแสของดิจิทัลนั้นไม่อาจต้านทานได้ และทุกคนทุกอย่างก็ดูเหมือนจะกระโดดเข้าสู่กระแสนนั้นอย่างเต็มใจ ไม่เพียงแต่จะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น สะดวกสบาย ยังทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆที่เกี่ยวข้องขึ้นอีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือ Digital Marketing  หรือ นักการตลาดดิจิทัล อีกหนึ่งอาชีพที่เป็นที่สนใจของคนหางานยุคใหม่ และอาชีพนี้ก็พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักการตลาดแบบเดิมๆที่ทรานฟอร์มตัวเองไปสู่การเป็น  นักการตลาดดิจิทัล หรือ คนหน้าใหม่ที่อาจจะไม่เคยเป็นนักการตลาด รวมถึงไม่ไดจบด้านการตลาดมาเลยก็ได้ ดังนั้นหากต้องการหางาน นักการตลาดดิจิทัล บอกไว้เลยว่าใครก็สามารถสมัครได้หากมีความสามารถมากพอ

ถ้าคุณเป็นนักการตลาดอยู่แล้ว กำลังจะจบการตลาด หรือเป็นใครสักคนที่สนใจการตลาดดิจิทัล หากมีคุณสมบัติดังนี้ ก็จงมุ่งหน้าสู่การสมัครงานในตำแหน่งนี้ได้เลย

  1. มั่นใจว่าตัวคุณนั้นไม่ตกเทรนด์  นักการตลาดดิจิทัล ต้องการอัพเดทตัวเองไม่ให้ตกเทรน ยิ่งเดี๋ยวนี้อะไรก็มาเร็วไปเร็ว จะมามัวอยู่กับที่กับเรื่องเดิมๆก็คงไม่ไหว  การที่คุณรับสารจากที่ต่างๆ และอัพเดทให้เป็นปัจจุบันนั้นจะช่วยให้การทำงานการตลาดในฐานะนักการตลาดดิจิทัล เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
  2. หมดยุคให้ความรู้เดินเข้ามาหา แต่ต้องเดินเข้าหาและแสวงหาความรู้ จำไว้ว่า คนโลกแคบ ไม่เหมาะที่จะทำงานการตลาด  การทำตัวเป็นนักท่องอินเทอร์เน็ต   การเปิดรับเรียนรู้จากสิ่งต่างๆ ทั้งความรู้ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการนั่นละที่คุณควรทำ  และการพาตัวเองออกไปเจอคนเก่งเยอะ ๆ นี่ก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่คุณต้องไม่พลาด
  3. สังคมใส่ใจเรื่องอะไร คุณต้องเข้าใจ เขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน โลกโซเชียลมุ่งเบ้าไปทางไหน คุณต้องรู้และต้องยกระดับขึ้นไปเป็นมากกว่าคนที่รู้กระแส แต่ต้องสามารถนำกระแสให้ได้ ถ้าทำได้อนาคตในแวดวงการตลาดมีความสดใสรออยู่แน่ๆ
  4. ลูกค้าต้องการอะไร ตอบคำถามนี้ด้วยข้อมูลอ่านั่งเทียน คุณต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกและเล่นกับข้อมูลนั้นให้ได้ เครื่องมือที่มาช่วยคุณมีมากมาย ยุคนี้แล้วใช้เทคโนโลยีให้เป็นและสร้างประโยชน์โดยใช้มันเป็นเครื่องมือให้ได้ ที่จะวิเคราะห์หาพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อวางแผนทำการตลาด
  5. ถ้าจบมาไม่ตรงสาน สิ่งที่จะทำให้เขามั่นใจในตัวคุณคือผลงานที่ผ่านมา หรือ ถ้าไม่มีทดลองทำแผนการตลาดในแบบของคุณไปเสนอสิ แบบนี้ก็ทำให้มีน้ำหนักมากพอที่จะชิงตำแหน่งนี้แล้ว
  6. อีกอย่างที่อยากบอกไว้ และสิ่งนี้เองที่จะทำให้คุณเป็น นักการตลาดดิจิตอลมือฉกาจ ไม่อาจจะหนีการ ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ การรู้และเข้าใจภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมาก เพราะวันนี้คุณกำลังทำการตลาดกับคนทั้งโลกที่สามารถ Connect เข้ามาหาคุณได้มนพริบตา การมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม สี่ ห้า นั้นจะเพิ่มฐานลูกค้าให้คุณได้มหาศาล

 

ถ้าในใจของคุณกำลังเรียกร้องที่จะทำเรื่องท้าทาย  อาชีพ นักการตลาดดิจิทัล จะให้คุณได้ทำสิ่งที่ต้องการอย่ารอช้าถ้าไฟในการทำงานมีเต็มที่แล้วมองหาบริษัทที่คุณสนใจและยื่นใบสมัครได้เลย

 

รู้จักคำถามวัดแรงจูงใจ รู้ทันผู้สัมภาษณ์

นอกจากการวัดความสามารถ ทักษะ ความพร้อมในการทำงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้สมัครงานต้องเจอคือคำถามวัดแรงจูงใจในการทำงาน หลายๆองค์กรให้คะแนนในส่วนนี้มากพอๆกับคะแนนความสามารถเพราะคนที่ไม่เก่งมากแต่มีแรงจูงใจที่ดีในการทำงานก็สามารถพัฒนาตัวเองได้ หากคุณคือหนึ่งในผู้สมัครงานที่กำลังจะไปสัมภาษณ์งาน มารู้จักคำถามวัดแรงจูงใจ กันเถอะ และจะได้เตรียมตัวให้ดี เพื่อจะตอบคำถามพิชิตใจกรรมการสัมภาษณ์

  1. บอกให้เราฟังถึงประวัติการทำงานของคุณสักหน่อย

คำถามนี้เหมือการถามประวัติทั่วไปแต่มันมีนัยยะบางอย่างอยู่ในคำถามแสนธรรมดานี้ เพราะการพูดคุยถึงประวัติการทำงานที่ผ่านมาของผู้สมัครงานสามารถใช้ประเมินแรงจูงใจของผู้สมัครได้ ระยะเวลาในการทำงานแต่ละบริษัท การเลื่อนตำแหน่ง การย้ายงาน ทั้งหมดนี้กำลังสื่อถึงแรงจูงใจในการทำงาน หากคุณเปลี่ยนงานทุก 6 เดือน ย้ายงานเพราะไม่ชอบรถติด ได้เงินเดือนน้อย แบบนี้คะแนนแรงจูงใจในการทำงานน่าจะถูกหักไปนะ

  1. นอกจากงานที่ทำคุณสนใจเรื่องอะไร หรือ ทำงานอดิเรกเกี่ยวกับอะไร

ขอนี้เป็นการประเมินแรงจูงใจในชีวิต   งานอดิเรก ที่สร้างสรรค์ ให้ผลดีต่อตัวเองและผู้อื่น  การหาความรู้เพิ่มเติม การมีเป้าหมายในชีวิต มีความใฝ่ฝัน พยายามหาโอกาสพัฒนาตนเอง เช่น การอ่านหนังสือ การเรียนภาษา การวิ่งมาราธอน การร่วมกิจกรรมกับกลุ่มที่สนใจ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าคุณมีแรงจูงใจในชีวิต หากตอบว่าทำงานก็เหนื่อยแล้ว วันหยุดก็นอน ไปเดินห้าง หรือ ไม่ทำอะไรเก็บเงินอย่างเดียวแบบนี้ก็ดูขาดแรงจูงใจในชีวิตไปสักหน่อย

  1. ที่ผ่านมาคุณเคยเจอกับความล้มเหลวอะไรบ้าง

ข้อนี้กำลังทดสอบทัศนคติ และการรับมือกับอุปสรรคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความผิดพลาดพี่ผ่านมาคนที่มีทัศนคติจะเก็บเก็บบทเรียน  ปรับปรุง และพัฒนา และจะไม่เห็นความอุปสรรคเพียงเล็กน้อยเป็นเครื่องใหญ่ และเป็นจุดที่ทำให้เกิดความท้อถอย    คุณอาจบอกถึง อุปสรรคที่ยากลำบากที่สุดที่เคยเผชิญคืออะไร และคุณได้ผ่านมันมาได้อย่างไร หรือในสิ่งที่เขาเคยทำผิดพลาด เขารู้สึกอย่างไร ได้เรียนรู้อะไร และแก้ปัญหานั้นอย่างไร

  1. หากเราไม่สามารถให้เงินเดือนตามที่คุณต้องการ คุณจะว่าอะไรไหม

ผู้ถามอาจถามตามความจริงหรือกำลังทดสอบคุณอยู่ ข้อนี้ตอบให้ดีเพราะอาจจะทำให้คุณเสียโอกาสการได้งานหรืออาจจะทำให้คุณถูกกดเงินเดือน  ถามกลับไปว่าทางองค์การมีความสามารถในการจ่ายเท่าไหร่ และตอบตามความจริงว่าคุณพอใจไหม ด้วยท่าทีสุภาพและให้เหตุผลประกอบ โดยพยายามใช้เหตุผลที่เกี่ยวกับความสามารถของคุณที่เหมาะสมกับเงินเดือนที่คุณต้องการ และให้ความมั่นใจว่าคุณสามารถสร้างประโยชน์ให้องค์กรอย่างคุ้มค่า

จำไว้อีกประการหนึ่งในการตอบคำถามนั้นควรตอบด้วยความจริง และจริงใจ เพราะผู้สัมภาษณ์มืออาชีพย่อมรู้ว่าคุณกำลังโกหกอยู่ ขอให้ลองฝึกตอบคำถามให้ดีและของให้โชคดีกับการสัมภาษณ์งาน